คำประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เอาพรรคพลังประชารัฐ ไม่เอาพรรครวมพลังประชาชาติไทย อันมาจากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่
อาจเป็นเรื่องธรรมดาอย่างปกติยิ่งหากมองจากด้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคตระกูลพลัง
เพราะนี่คือหลักการอันแน่วแน่ เด่นชัดตั้งแต่ต้น
แต่คำประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันมาจาก พรรคประชาธิปัตย์โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันมาจากพรรคภูมิใจไทยโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึกต่อสถานะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง
สะท้อนให้เห็นการแยกขั้วออกมาอีกขั้วในทางการเมือง
ต้องยอมรับว่าสายสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์กับรัฐประหารมีอยู่อย่างสัมผัสได้ ไม่ว่ากับรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่ากับรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ขณะเดียวกัน แม้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้สัมพันธ์กับรัฐประหาร เดือนกันยายน 2549 โดยตรง
แต่ภายหลังจากมีการยุบพรรคพลังประชาชนในเดือนธันวาคม 2551 กลไกแห่งอำนาจก็ดึงเอาพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยไปอยู่ร่วมกัน
เกิดขั้วอำนาจหนึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย
และเมื่อเกิดรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ยิ่งทำให้สายสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย แนบแน่นเข้าหา คสช.และอยู่ตรงกันข้ามกับพรรคเพื่อไทย
คำประกาศไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเท่ากับเป็นการแยกขั้วออกมาอีกต่างหากอย่างมีนัยสำคัญ
เหมือนกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นไปตามกระแสความเอนเอียงในทางสังคม เมื่อไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ย่อมจะต้องไม่เอา พปชร.ด้วย
ท่าทีนี้จะเป็นผลเสียกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง
แต่แทบไม่มีผลในการดูดดึงเอาคะแนนและความนิยมจากปีกของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่มาได้ เพราะส่วนนี้ก็ยังไม่ เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่เหมือนเดิม
ผลการเลือกตั้งจะไม่ได้แปรเปลี่ยนอย่างชนิดกลับหลังหัน

