จะดูว่า คำประกาศจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของ คสช. มีผลสะเทือนกับใคร
ต้องดู “ปฏิกิริยา” สนองกลับ
แรกสุดก็คือความร้อนแรงจากการปราศรัยของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บนเวทีที่สวนพระนารายณ์ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ตามมาด้วยการโพสต์ข้อความ “หมดเวลาเกรงใจกันแล้ว”
ต่อมาก็คือ ความร้อนแรงจากปากของ นายอุตตม สาวนายน และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์
โดยสรุปก็คือ ความไม่พอใจจาก 2 พรรคสำคัญ
คือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งเห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
คำประกาศ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากสรุปตามสำนวนในแบบสมัยนิยม เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “เท”
ผลอันเกิดขึ้นโดยฉับพลันก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำเอาพรรคประชาธิปัตย์หลุดออกมาจากวงจรแห่งการกั๊ก
บทบาทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แม้ว่าเทียบคำต่อคำอาจมีความแตกต่าง แต่ก็ส่งผลให้ 2 พรรคนี้มายืนอยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกัน
ไม่ถึงกับอยู่ในระนาบเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่
แต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ สร้างความแตกต่างไม่เพียงแต่กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคประชาชนปฏิรูป หากยังแตกต่างกับพรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นก็คือ การไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
คำตอบ ของเรื่องนี้ที่สำคัญยังเป็นท่าทีแลปฏิกิริยาอันมาจากพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย สะท้อนถึงระยะห่างที่มีกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย
นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ได้ปลีกตัวออกต่างหาก
ผลสะเทือนโดยตรงจึงตกอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย
และสุดท้ายคือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

