เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมาย เพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะผู้ยื่นคำร้องต่อประธานกกต.ยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดต่อกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการกกต. จะเอาเรื่องโต๊ะจีนที่บอกว่าตรวจสอบไม่พบการบริจาคจากต่างชาติ จึงถือว่าไม่มีความผิดเข้าข่ายยุบพรรคว่า เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า เลขา กกต.มีเจตนาใดที่ให้ข่าวเช่นนี้ เพราะเรื่องโต๊ะจีนหากผิดจริงก็มีโทษปรับเท่านั้น และตนเองที่ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวน สืบสวน สอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด เหตุใดจึงไม่มีความคืบหน้า เฉพาะในส่วนที่ตนยื่นคำร้องยุบพรรคต่อ กกต.เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 62 มีหลายประเด็นอันเป็นกระทำการกันอย่างเป็นขบวนการในแต่ละช่วงเวลาทั้งก่อนหน้ามีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งและหลังมีการเลือกตั้งต่อเนื่องติดต่อกัน โดยแบ่งแยกหน้าที่กันกระทำทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ กรรมการบริหารพรรค และกับพวกอีกหลายราย และยังเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ไม่ใช่การบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ปกติ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เช่น
ประการที่ 1.ความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลในรัฐบาลตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอดีตรัฐมนตรีหลายคนที่กระทำการเข้าครอบงำพรรคพลังประชารัฐ
ประการที่2.การตั้งพรรคพลังประชารัฐมีเจตนาตั้งแต่ต้น ว่าจะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยใช้พรรคพลังประชารัฐที่ตนเองเป็นเส้นทางก้าวไปสู่อำนาจ
ประการที่3. กลุ่มสามมิตร เคลื่อนไหวและดำเนินการทางการเมือง เพื่อให้ผู้สมัครมา โดยวิธีการในลักษณะใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อดีตรัฐมนตรี 3-4 คนและใช้ทรัพยากรของรัฐเอาเปรียบผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น
ประการที่4.รัฐบาลหรือบุคคลในรัฐบาลยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้ใช้นโยบายรัฐบาลประชารัฐ เป็นนโยบายพรรคพลังประชารัฐ
ประการสุดท้าย คือการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้ว่าพลเอกประยุทธ์มาจากการยึดอำนาจ และเป็นผู้ที่ใช้ คสช. เพื่อประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อมต่อบุคคล
ทั้งหมดนี้ การที่เลขา กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคควรต้องทำหน้าที่ให้รวดเร็วและไม่เลือกปฏิบัติ สังคมจึงต้องร่วมกันติดตาม กกต.ว่าทำเรื่องพรรคพลังประชารัฐไปถึงไหนแล้วเร็วๆนี้จะได้พิสูจน์กันว่า กกต.กระทำการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือกระทําการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งของคณะกรรมการ ซึ่งมีโทษทางอาญาและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วย หรืออยากให้มีคนยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลเอาผิดจึงจะมีคำตอบให้สังคม อย่างนี้ประชาชนจะเชื่อมั่นในความเป็นกลางจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไร

