“ชัชชาติ” ชี้ พท.ตั้งค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 แต่ต้องให้เศรษฐกิจดีก่อน เหน็บ สารนายกฯน่าจะออกเตือนพรรคพปชร. เพราะเสนอให้เงินเยอะ ย้ำ ไม่เกี่ยวข้องกับปชป.-ไม่จับมือกับพรรคสืบทอดอำนาจเผด็จการ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มีนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่เขตพระนคร ช่วย น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัครส.ส. กทม. เขต 1 พรรคพท. หาเสียงที่ตลาดรวมยาง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของที่ตลาดต่างตื่นเต้นเข้ามาทักทาย และขอเข้ามาถ่ายภาพคู่กับนายชัชชาติจำนวนมาก บางคนนำดอกไม้มามอบให้ และสวมกอดกับนายชัชชาติด้วย
โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่มี 2 เรื่องที่ต้องฝากคือ 1.พ่อค้า แม่ค้าหลายท่านยังไม่เข้าใจถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะลงคะแนนให้พรรค หรือผู้สมัครอย่างไร จึงอยากให้กกต.ทำงานให้หนักมากขึ้น เพื่อชี้แจงวิธีการกาบัตรเลือกตั้ง รวมถึงวิธีการคำนวนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ต้องให้มีความชัดเจนมากขึ้น มีตัวอย่างประกอบ เพราะเมื่อหลายคนไม่เข้าใจจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และ 2.ปัญหาปากท้อง กำลังซื้อที่ลดลง รวมถึงปัญหายาเสพติดที่มีการระบาดมากในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยไม่ต้องรอหลังเลือกตั้งก็สามารถทำได้ และต้องรีบดำเนินการ
เมื่อถามถึงนโยบายโค้งสุดท้ายของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ตั้งเป้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 425 บาท และเงินเดือนของเด็กจบใหม่วุฒิปริญญาตรี เป็น 20,000 บาท นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้พรรค พท.กำหนดเป็นเป้าหมายไว้ ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำในอนาคตต้องมีการปรับขึ้น เพราะที่ผ่านมาปรับขึ้นไม่มาก โดยเราเคยปรับขึ้น 300 บาทตั้งแต่ปี 2555 อย่าง กทม.ขึ้นประมาณ 325 บาท ถือว่าขึ้นเฉลี่ยปีละ 1% ซึ่งน้อยกว่าจีดีพีที่ขึ้นเฉลี่ย 3% แต่ขณะเศรษฐกิจยังไม่ดี ต้องรอให้เศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้นก่อนจึงจะปรังค่าแรงขั้นต่ำขึ้นได้ หัวใจหลักของรัฐบาลตอนนี้ ไม่ใช่ขึ้นทันที แต่ต้องทำให้เศรษฐกิฐดีขึ้นก่อน เพราะจะทำให้ค่าแรงขึ้นตามไปด้วยได้ ทั้งนี้ การขึ้นค่าแรงมี 2 มิติ คือ ทำให้ประชาชนได้เงินเยอะขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการผลักคนออกจากระบบ มีการจ้างงานน้อยลง ดังนั้น นโยบายของพรรค พท. เรามีเป้าหมายเพิ่มค่าแรงถึง 400 บาท แต่ต้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพเศรษฐกิจ
เมื่อถามว่า เป็นการแข่งขันกันโดยการนำเอาตัวเลขมาใช้ในการหาเสียง เปรียบเหมือนการใช้นโยบายเดิมๆในลักษณะเน้นประชานิยม กับประชารัฐ นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องระวังเรื่องดังกล่าว อย่างกรณีการปรับค่าแรงซึ่งเป็นภาระของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้รับผิดชอบ และอาจส่งผลต่อความมั่นใจ ดังนั้น ต้องพูดให้ชัดเจนว่าการเพิ่มค่าแรงจำนวน 400 กว่าบาทนี้จะขึ้นอย่างไร และจะขึ้นเมื่อใด หรือต้องรอเศรษฐกิจดีขึ้นก่อน อย่างพรรคพท.เราชัดเจนอยู่แล้วว่า การจะปรับขึ้นค่าแรงต้องรอให่เศรษฐกิจดีก่อน ส่วนเงินที่ต้องใช้เงินของรัฐในการจ่ายลงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องระวัง เพราะเข้าใจว่าเงินจะหมดแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีนายฯออกสารเตือนพรรคการเมืองให้ระมัดระวัง รวมถึงบอกที่มาของเงินที่จะมาใช้จ่ายตามนโยบาย นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นกฎหมายอยู่แล้วที่จะทำอะไรก็ต้องส่งให้ กกต. ทั้งนี้ ท่านอาจจะพูดไปพรรค พปชร. หรือไม่ เพราะพรรค พปชร.เสนอนโยบายที่ใช้เงินเยอะ อย่างไรก็ตาม พรรค พท.ไม่ได้เน้นเรื่องการใช้เงิน เพราะเรารู้ว่ามีข้อกำหนดอยู่ และมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะต้องเข้าไปเป็นรัฐบาลก่อน จะเห็นสภาพที่แท้จริงว่าสถานะทางการเงินการคลังเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ปราศรัยเชื่อมโยงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพรรค พท. นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่มีความเชื่อมโยง ซึ่งทางปชป.ก็ประกาศชัดเจน ตนมองว่าไม่ใช่ประเด็น นายสุเทพมีสิทธิพูด แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคพท. ตนจึงไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้
เมื่อถามถึงกรณีที่ท่าทีของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พปชร. เปลี่ยนไป โดยระบุหากอนาคตทางออกคือการจับมือกับพรรค พท. ก็พร้อม นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด อีก 7 วันหลังการเลือกตั้ง เราชัดเจนว่าจะไม่ร่วมกับพรรคที่มีการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องนโยบาย และปรัชญาของพรรคด้วย
เมื่อถามถึงกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ระบุ หากไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นนายกฯต่อจะไม่มีนักลงทุนมาลงทุน นายชัชชาติ กล่าวว่า “จริงเหรอ? ผมคิดว่าไม่น่าเกี่ยวกับตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของความมั่นใจ และหัวใจคือการทำเลือกตั้งให้โปร่งใส ให้ทุกคนตรวจสอบได้ ส.ว.ต้องไม่ฝืนเสียงของประชาชน ถ้าทำแบบนี้ได้นักลงทุนจะมีความมั่นใจ”

