หน้าแรก การเมือง ‘นิพนธ์ ศรีธเ...

‘นิพนธ์ ศรีธเรศ’ ขุนพล พปชร.กาฬสินธุ์ นำทัพเปิดศึกสายเลือด พท.

19.03.19 | 10:00 น.

พื้นที่เลือกตั้ง จ.กาฬสินธุ์ ที่มีการแบ่งเขตใหม่ ทำให้จาก 6 เขตเลือกตั้ง เหลือ 5 เขต แชมป์เก่าที่ครองเก้าอี้มายาวนาน พรรคเพื่อไทย แต่มีเพียง 1 ที่ประกาศมาซบพรรคน้องใหม่อย่างพลังประชารัฐ
นิพนธ์ ศรีธเรศ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งการย้ายพรรคครั้งนี้ยังหนีไม่พ้นตำแหน่งขุนพล ที่นำทัพ พปชร.ลุยสู้ศึกแบบดุเดือด เน้นยุทธศาสตร์เข้าถึงประชาชน เข้าใจชาวบ้าน


หลายคนถาม “ทำไมจึงตัดสินใจย้ายออกพรรคเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ”

นิพนธ์ ศรีธเรศ กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านการเห็นชอบของพี่น้องประชาชน ในเมื่อเราเป็นนักการเมืองก็ต้องเคารพประชามติเสียงส่วนใหญ่ ประการสำคัญอีกอย่างก็คือหากมองย้อนหลังจะเห็นว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ตั้งแต่ปี 2547 พี่น้องเสื้อเหลืองมาเดินขบวนขับไล่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดงผลัดเปลี่ยนกันชุมนุม จนถึงปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนามหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดแยกเสื้อเหลืองเสื้อแดงออกจากกัน น่าจะจำกันได้ว่า ในเวลานั้นมีการเชิญทางพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยมาตกลงกันปรากฏว่าคุยกัน 3 ชั่วโมงตกลงกันไม่ได้ ประเทศไทยกลับเข้าสู่ความวุ่นวาย ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาควบคุมสถานการณ์จนความวุ่นวายสงบลง มีการส่งทหารเข้าไปดูแลแกนนำเสื้อเหลืองเสื้อแดง เชิญอดีต ส.ส.ไปปรับทัศนคติ

วันนี้เรามองย้อนไปถึงข้างหลัง 10 ปีแห่งความขัดแย้งเราถามพี่น้องเสื้อเหลืองและเสี้อแดงทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า ที่ขัดแย้งกันนั้นเราสูญเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ

Advertisement

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศ เหตุการณ์ทางการเมืองสงบลง นักท่องเที่ยว นักลงทุนไหลกลับสู่ประเทศไทย อย่างปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา 40 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศ 2 ล้านล้านบาท

เพื่อนๆ ในพรรคเพื่อไทยรวมทั้งคนของพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ด่าว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาปกครองประเทศทำให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่พูดถึงสาเหตุสำคัญว่ามันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง เกิดการชุมนุมเดินขบวนมานานถึง 10 ปี

นิพนธ์กล่าวอีกว่า คนที่รู้สำนึกคนที่รักความเป็นธรรมโดยเฉพาะอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ รู้ว่าเราผิดพลาดแล้ว

เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ เราเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะทำให้บ้านเมืองสงบได้ ความสงบนี้มันนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง นำมาซึ่งเศรษฐกิจ มีเงินรายได้มาทำรถไฟฟ้าสายต่างๆ ได้ในกรุงเทพฯและปริมณทล มีเงินมาทำรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ยังมีเงินบางส่วนเจียดมาทำบัตรประชารัฐเยียวยาความเจ็บปวดความยากจนให้กับพี่น้องประชาชน มีเงินมาช่วยค่าเกี่ยวข้าว มาช่วยพี่น้อง อสม.มาช่วยเป็นเงินเดือน คนแก่คนเฒ่า

เพราะฉะนั้นเลือกตั้งเที่ยวนี้สิ่งที่เราจะได้มากที่สุดก็คือความสงบสุขของบ้านเมือง ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เกิดกับประเทศเราก็คือ นักลงทุนนักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทย มีเงิน เราสามารถพัฒนาประเทศได้ ทำโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะปัญหาสาธารณูปโภคในพื้นที่

นิพนธ์กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่เลือกตั้ง เขต 5 จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่อื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างไรบ้างนั้น ต้องขอบอกว่า ในเขตอีสานเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ มองรวมๆ ในการต่อสู้ครั้งนี้เปรียบเหมือนพรรคเพื่อไทยเป็นภาพเก่า และพรรคพลังประชารัฐเป็นภาพใหม่ คือภาพแห่งความสงบสุขร่มเย็น

ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยหาเสียง รุมปราศรัยโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหาว่าไปลอกนโยบายของพรรคเพื่อไทย หารู้ไม่ว่าที่นายกฯประยุทธ์เดินมาถึงตรงนี้ได้เพราะนายกฯประยุทธ์ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบร่มเย็น นักท่องเที่ยวจึงไหลมา มีเงินไหลเข้ามาด้วย พวกผมผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐก็จะต้องนำความจริงทั้งหมดนี้ไปอธิบายให้พี่น้องเข้าใจ ถ้าสามารถสร้างความจริงให้พี่น้องเข้าใจได้ อานิสงส์ของพี่น้องที่เดินเข้าคูหาแล้วกาชื่อหมายเลขผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐสำคัญที่สุดก็คือจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขเป็นต้นเหตุแห่งความสมบูรณ์พูนสุข ความร่มเย็นเป็นสุขของประเทศ นี่คือเหตุผลใหญ่ที่ผมกล้าย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

เราก็ต้องพยายามอธิบายด้วยเหตุด้วยผล เราผ่านความเจ็บปวดมา 10 ปี ไม่ได้อะไร สูญเสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียทุกอย่างเพราะฉะนั้นความสูญเสียนี้เกิดจากการยึดถือทิฐิ หน้าที่ของผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐต้องไปอธิบายว่าความจริงคืออะไร ความจริงที่มีผลดีต่อประเทศต่อตัวเรา ในที่สุดก็คือความสงบสุขของบ้านเมือง ผมเชื่อมั่นในพี่น้องประชาชนเพราะร่วมกันลงประชามติเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จับมือกันโนโหวต

แต่ก็สู้กับพี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะพี่น้องประชาชนมีความคิดเป็นของตัวเอง