หน้าแรก การเมือง วันประชาพิพาก...

วันประชาพิพากษา! คดี “นายประชาธิปไตย vs นายเผด็จการ” โดย สุรชาติ บำรุงสุข

19.03.19 | 19:35 น.

แล้วการเลือกตั้งตามคำสัญญาของคณะรัฐประหารที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ก็เดินทางมาถึง “โค้งสุดท้าย” … เข้าสู่ช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกจะมาถึงในวันที่ 24 มีนาคม

ในเวลาของโค้งสุดท้ายเช่นนี้ เห็นสัญญาณจากความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากที่ยังคงเชื่อมั่นในระบอบเลือกตั้ง ดังจะพบในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ในหลายพื้นที่มีสภาพจราจรติดขัด ในหลายพื้นที่เห็นคนเป็นจำนวนมากยืนอดทนรอท่ามกลางอากาศร้อนเพื่อที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง ภาพของคนจำนวนมากในวันนั้นเป็นสัญญาณของความตื่นตัวในหมู่ประชาชนที่ชัดเจน และขณะเดียวกันก็เป็น “สัญญาณเตือนภัย” แก่รัฐบาลทหารที่อำนาจในการควบคุมทางการเมืองที่เคยใช้มาอย่างไม่มีข้อจำกัดนั้น กำลังใกล้ถึงเวลายุติลงแล้ว… ว่าที่จริง ภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่เคยปรากฏมาแล้วในประเทศที่พรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง อย่างน้อยภาพเช่นนี้ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ถึงชัยชนะของพรรคฝ่ายค้านในประเทศเพื่อนบ้าน

แม้รัฐบาลทหารในเมียนมาจะเข้มแข็งเพียงใด แต่ก็แพ้ให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่น่าเชื่อ… แม้รัฐบาลของระบอบพรรคเดียวในมาเลเซียจะแข็งแรงเพียงใด แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่คาดคิด ไม่แตกต่างกัน!

ทางสองแพร่งจากมุมมองภูมิภาค

การเมืองไทยเดินมาถึงจุดของการตัดสินใจครั้งสำคัญ จนเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในเวทีสากลว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะเป็นชัยชนะอีกครั้งของพรรคฝ่ายค้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นในกรณีของเมียนมาและมาเลเซียหรือไม่ หรือจะเป็นจุดตอกย้ำว่าประชาธิปไตยกำลังมีปัญหาในภูมิภาคนี้ด้วยชัยชนะของระบอบอำนาจนิยมเช่นในกรณีกัมพูชา

Advertisement

ดังนั้นจึงเป็นทางสองแพร่งที่ท้าทายอย่างมากว่า สุดท้ายผลออกมาจะทำให้การเมืองเดินในตัวแบบเมียนมา-มาเลเซียที่มีผลลัพธ์เป็นชัยชนะของพรรคฝ่ายค้าน หรือจะเป็นตัวแบบกัมพูชาที่เป็นชัยชนะของระบอบอำนาจนิยมเดิม

ผลการตัดสินในวันที่ 24 นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อการกำหนดทิศทางการเมืองในภูมิภาค ที่ผู้ชนะในการเลือกตั้งและขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยนั้น จะต้องรับหน้าที่เป็นประธานอาเซียนด้วย ผลการเลือกตั้งจึงนัยต่อบริบทของภูมิภาค อันทำให้อย่างน้อยหลายคนคงอยากเห็นความสง่าของประธานอาเซียนที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ดังจะเห็นได้ว่า การเมืองในประเทศที่เคยอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเดิมในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา ล้วนเดินอยู่ในบริบทของการเมืองในระบบเลือกตั้ง อันทำให้เรื่องราวของการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ยังคงอยู่กับรัฐบาลไทย ในขณะที่ไม่มีแนวโน้มเช่นนี้กับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

ดังนั้นเมื่อมองในบริบทของภูมิภาคแล้ว ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไทยจะเป็นตัวแบบร่วมที่อยู่กับเมียนมา-มาเลเซีย หรือไทยจะไปยืนรวมในกลุ่มตัวแบบเดียวกับกัมพูชา

ทางสองแพร่งจากวาทกรรมภายใน

สำหรับในประเทศ ผลครั้งนี้จะบ่งบอกถึงความนิยมชมชอบที่ประชาชนส่วนใหญ่มีต่อคณะรัฐประหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพรรคของรัฐบาลทหารที่มีทิศทางชัดเจนในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากการยึดอำนาจขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และทั้งยังจะชี้ให้เห็นถึงการตอบรับต่อนโยบายและความสำเร็จของรัฐบาลทหารในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย

การแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้จากมุมมองภายใน จะเห็นถึงการต่อสู้ด้วยการนำเสนอวาทกรรมของทั้งสองฝ่าย ที่ต่างก็พยายามนำเสนอข้อสรุปแนวคิดเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกฝ่ายตน และวาทกรรมที่เสนอออกมานั้น ดูจะเป็นลักษณะในแบบ “สองแพร่ง” เช่นกัน

วาทกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ยอมรับรัฐบาลทหาร ได้แก่ 1) ประชาธิปไตย vs เผด็จการทหาร 2) คสช. vs ไม่เอาคสช. 3) ประยุทธ์ vs ไม่เอาประยุทธ์ และ 4) พรรคฝ่ายประชาธิปไตย vs พรรคฝ่ายสืบทอดอำนาจ(หรือพรรคทหาร)

แต่ฝั่งสนับสนุนรัฐบาลทหารจะพยายามตอบโต้กลับด้วยวาทกรรม ได้แก่ 1) เอาทักษิณ vs ไม่เอาทักษิณ 2) เผาบ้านเผาเมือง vs ความสงบเรียบร้อย และ 3) กลับสู่การเมืองแบบเก่า(ที่มีการประท้วงเช่นในปี 2553) vs อยู่กับการเมืองแบบนี้(ของคสช.)

การสร้างวาทกรรมของทั้งสองฝ่ายกำลังจะถูกตัดสินจากประชาชนในวันที่ 24 นี้ว่า สุดท้ายแล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศคิดอย่างไร และเช่นที่กล่าวแล้วชัยชนะครั้งนี้จะมีนัยถึงทิศทางการเมืองในอนาคต และจะมีนัยอย่างสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตด้วย เพราะหากฝ่ายรัฐบาลทหารพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ย่อมมีนัยว่า คนส่วนมากไม่ตอบรับกับแผนและแนวนโยบายที่รัฐบาลทหารนำเสนอมาตลอดเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา และยังสะท้อนให้เห็นว่า การโฆษณาทางการเมืองด้วยการใช้การโจมตีทางการเมืองในแบบเดิม ไม่ประสบความสำเร็จ และคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดในแบบของรัฐบาลทหารและพวกพยายามเสนอขายทุกคำ่วันศุกร์อีกต่อไปแล้ว เป็นต้น

แต่ทั้งหมดนี้ ชัยชนะในวันที่ 24 จะพิสูจน์ทางสองแพร่งที่ปรากฏในรูปแบบของวาทกรรมตามที่กล่าวแล้วในข้างต้นเช่นกัน และชัยชนะนี้ก็จะถูกตีความภายใต้วาทกรรมว่า จะเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย หรือชัยชนะของฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย แม้การต่อสู้ผ่านวาทกรรมอาจจะดูเป็นเรื่องนามธรรมในเชิงความคิด แต่อย่างน้อยวาทกรรมเช่นนี้ก็คือการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งให้ต้องตัดสินใจเลือกในวันลงเสียง

การเมืองหลัง 24 มีนาคม

การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นนัยสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากผลครั้งนี้ ซึ่งผลลัพธ์ของวันที่ 24 จะมีเพียงสองเท่านั้น คือ ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย หรือจะเป็นชัยชนะของรัฐบาลทหารเดิม… จะเป็นชัยชนะของเสรีนิยม หรือชัยชนะของอำนาจนิยมเท่านั้น แน่นอนว่า ผลครั้งนี้จะไม่มีแบบเป็นกลางๆ

อย่างไรก็ตามสำหรับฝ่ายอำนาจเก่าแล้ว พวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชัยชนะของฝ่ายพรรครัฐบาลทหารจะนำไปสู่การคงสภาพเดิม และดำรงแบบแผนการจัดระเบียบสังคมการเมืองไทยด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 กฎหมาย คสช. และยุทธศาสตร์ 20 ปี พร้อมกับการคงการมีบทบาทของทหารในการเมืองไทยไว้ต่อไป

แต่ถ้าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ก็จะเป็นความหวังว่า มรดกทางการเมืองของรัฐบาลทหารเดิมจะต้องถูกรื้อทิ้ง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีการปรับแก้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่างๆของคสช. ตลอดรวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ และทั้งยังเป็นความหวังว่า จะต้องมีการปฏิรูปกองทัพ เพื่อเดินหน้าด้วยการสร้าง “ทหารอาชีพ” ไม่ใช่การคงสภาพทหารให้เป็น “นักการเมืองในเครื่องแบบ” เช่นปัจจุบัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ การต่อสู้แข่งขันทางการเมืองที่เกิดขึ้นย่อมทำให้ผลของคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 24 นี้ เป็นดัง “คำพิพากษา” ในคดีระหว่าง “นายประชาธิปไตย vs นายเผด็จการ” และที่สำคัญผู้พิพากษาหลักในคดีนี้คือประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งมวล และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินชำระอรรถคดีนี้ด้วยตัวเอง

ถ้าเช่นนั้นแล้วในวันที่ 24 มีนาคม ประชาชนผู้พิพากษาจะตัดสินคดีให้ใครเป็นผู้ชนะ.. อีกเพียงไม่กี่วัน ผลแห่งคดีย่อมเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน !