หลังเดอะ สแตนดาร์ด ดีเบต หลังลานโพธิ์ ดีเบต มีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นว่าแนวรบทางการเมืองที่แข็งแกร่งมีอยู่เพียง 2 แนวเท่านั้น
1 แนวที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นกองหน้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ
1 แนวที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นกองหน้าร่วมกับพรรคอนาคตใหม่
ยิ่งเห็นคำปราศรัยของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สวนเบญจสิริ ยิ่งแจ่มชัด ยิ่งเห็นคำปราศรัยของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ศูนย์การค้าคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ยิ่งแจ่มชัด
อาจมีผู้แย้งรายละเอียดของพรรคประชาธิปัตย์
นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความแจ่มชัดอย่างต่อเนื่องว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐ
เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์มอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เพียงแต่แยกออกจาก คสช. หากแต่ยังแยกออกจากพรรคพลังประชารัฐ
นี่คือปัญหาในเชิง “กระบวนทัศน์”
ถามว่าการมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการมาในเชิง “ปัจเจก” หรือเป็นการมาในเชิง “ตัวแทน”
คำตอบก็คือ 1 ไม่เพียงเป็นตัวแทนในเชิง “กายภาพ”
ตรงกันข้าม คำตอบอันเป็นแก่นแกนมากยิ่งกว่า ก็คือการเข้ามาในลักษณะอันเป็นตัวแทนในเชิง “ความคิด”
ความคิดที่ดำรงอยู่นับแต่หลังเดือนมิถุนายน 2475 เป็นต้นมา
ความคิดที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง “กองทัพ” กับ “กลุ่มทุนขนาดใหญ่” ในการทำให้พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวเบี่ยงเบน
ทำให้ “อำนาจอธิปไตย” มิได้เป็นของ “ปวงชน” อย่างเป็นจริง
ความคิดที่อาศัย “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” สร้างขึ้นเป็น “ระบอบ” และต้องการรักษา “ระบอบ” นี้ให้ยืนยาว
หากมองจากฐานคิดเช่นนี้ก็จะเข้าใจว่า คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ในการปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยอมรับการดำรงอยู่ของพรรคพลังประชารัฐ
เสมอเป็นเพียง “ยุทธวิธี” ในทางการเมือง
โดยที่ยุทธวิธีนี้ยังดำเนินไปเพื่อรักษา “ยุทธศาสตร์” ที่เป็นการสมคบคิดและสำแดงออกอย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัดในรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
เพียงแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอตัวมาแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพียงแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หวังอาศัยฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ผนึกตัวรวมพลังเข้ากับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย
เพื่อสร้างความได้เปรียบต่อพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ เท่านั้น
ไม่ว่าจะใช้ “ไม้เด็ด” อย่างไรในโค้งสุดท้ายก่อนวันที่ 24 มีนาคมจะเดินทางมาถึง แต่เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ ก็เพื่อกำราบพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่เป็นสำคัญ
นี่คือ 2 ขั้ว 2 แนวรบในทางการเมือง
การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมที่จะปะทุขึ้นในอีก 4 วันข้างหน้า ไม่ว่าขั้วพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าขั้วพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ จำเป็นต้องมีความแจ่มชัด
2 ขั้วแรกแจ่มชัดใน 2 ขั้วหลัง
ความแจ่มชัดในที่นี้จะอยู่ที่ “รูปธรรม” ของข้อเสนอที่จะทยอยกันเดินพาเหรดเข้ามาเพื่อเป็นทางเลือกในโค้งสุดท้าย
นั่นก็คือ เอาระบอบ คสช. นั่นก็คือ ไม่เอาระบอบ คสช.

