โค้งท้าย เลือกตั้ง จับตา สึนามิ จับตา พลังมวลชน

21.03.19 | 12:06 น.

ไม่เพียงแต่จำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 17 มีนาคม จะมีจำนวนสูงถึง 2.6 ล้านคน

จำนวนผู้ออกมาลงคะแนนใช้สิทธิจริงที่สูงถึงร้อยละ 87 ของผู้ลงทะเบียนไว้

ก็ต้องถือว่ามากเป็นประวัติการณ์

ยิ่งเมื่อประกอบเข้ากับปรากฏการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งก่อนหน้าและที่ติดตามมา

ก็ยิ่งทำให้การประเมินที่ว่า 24 มีนาคม ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในประเทศไทยจะพากันออกไปใช้สิทธิลงคะแนนอย่างล้นหลาม

Advertisement

มีความเป็นไปได้สูงขึ้น

ตัวอย่างหนึ่ง จากผลการสำรวจความคิดเห็นของนิสิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งร้อยละ 98 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า จะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งแน่นอน

แม้จำนวนตัวอย่างกว่าหนึ่งพันตัวอย่าง อาจไม่สามารถสะท้อนความเห็นของ “First Voter” ที่มีจำนวนสูงถึง 7.3 ล้านคน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ทั้งหมด

แต่ก็สะท้อนแนวโน้มว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนและคนรุ่นใหม่นั้นอยู่ในระดับสูงยิ่ง

สูงจนไม่อาจมองข้ามไปได้

เพราะต่อให้ออกมาลงคะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 98 ดังผลสำรวจ

แค่เพียงร้อยละ 80 ก็จะมีผู้ลงคะแนนเสียงหน้าใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้จำนวน 5.8 ล้านคน

ตัวอย่างหนึ่ง ประมวลได้จากความเคลื่อนไหวของสื่อบางสำนักหรือผู้ที่เปิดหน้าชัดเจน ว่าให้การสนับสนุนฝ่ายครองอำนาจในปัจจุบัน

ด้วยการใช้ “ข้อมูลปลอม” ที่หวังจะให้กระทบถึงภาพลักษณ์และคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ถูกจับตาว่าเป็น “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ในการเลือกตั้งครั้งนี้บ้าง

จนถึงการ “ขู่” ว่า หากฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจพ่ายแพ้จะเกิดการ “ปฏิวัติ” ตามมาบ้าง

ไปกระทั่งถึง “เอกสารลับ” จากกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งแม้ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งถึงกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก จะประสานเสียงกันว่าเป็น “เอกสารปลอม”

ด้านหนึ่งนอกจากจะสะท้อนความ “ไม่มั่นใจ” ที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกแล้ว

ยังเป็นการปลุกหรือเร้าให้ผู้สนับสนุนฝ่ายเดียวกัน กระตือรือร้นตื่นตัวมากกว่าเดิม

แต่อีกด้านก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักของความหวาดหวั่นระวังระแวงของประชาชนทั่วไป ที่จับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลในทางไม่ถูกต้องเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งในครั้งนี้หรือไม่

ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัย

ยิ่งเดิมพันของการเลือกครั้งนี้สูงถึงระดับ “แพ้ไม่ได้” สำหรับบางคนบางฝ่าย

ก็เชื่อได้ว่า ยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดกระบวนการชักจูง-ดึงลากให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ให้ออกมาลงคะแนนเสียงกันมากขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา

ไม่ต้องนับว่าผู้ออกเสียงในเขตเมืองและคนรุ่นใหม่ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “โลกไซเบอร์-โซเชียล มีเดีย” จะแห่กันออกมาลงคะแนนเพื่อสนองความ “อัดอั้น”

อัดอั้นจากการไม่ได้เลือกตั้งมาแล้ว 8 ปี และอัดอั้นจากการตกอยู่ใต้อำนาจที่มิใช่ประชาธิปไตยมา 5 ปี

ดร.เกษียร เตชะพีระ ตั้งข้อสังเกตถึงความตื่นตัวของประชาชนต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า

สูงถึงระดับ “สึนามิ”

สูงถึงระดับที่ถ้าเป็นจริงแล้วย่อมสามารถลบล้าง “ความไม่ชอบมาพากล” ต่างๆ ที่อาจจะเกิดในการเลือกตั้งครั้งนี้ลงไป

ลบล้างด้วยพลังที่เป็นมวลชน