‘ฤภพ ชินวัตร’ชีวิตไปต่อหลัง ทษช.โดนยุบ

หมายเหตุนายฤภพ ชินวัตร อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ให้สัมภาษณ์มติชนถึงแนวทาง และอนาคตที่วางไว้หลังพรรค ทษช.ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรค

•หลังจากที่พรรค ทษช.ถูกยุบ และตัวเองถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี
วางแผนจะทำอะไรต่อไปบ้าง

ผมแบ่งเป็นส่วนๆ ส่วนแรกคือ ผมคงต้องทุ่มเทให้กับการทำธุรกิจ Line Village ต่อ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผมทำมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเริ่มคุยตั้งแต่สำนักงานใหญ่ของไลน์ จนได้ลิขสิทธิ์ และทำการออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเราก็คงจะหันกลับมาทำธุรกิจตรงนี้ พร้อมทั้งต่อยอดธุรกิจตรงนี้ต่อไป เช่น ทำไลน์คาเฟ่ เพราะตอนนี้ที่ไทยเองก็ยังไม่มี ซึ่งที่ผมสนใจที่จะทำธุรกิจนี้จริงจังหลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง เพราะไลน์มีในประเทศไทยมากว่า 8 ปีแล้ว เมื่อผมมีโอกาสได้รู้จักกับทางสำนักงานใหญ่ของไลน์ ก็ได้มีโอกาสพูดคุยและพัฒนาเป็นสวนสนุกดิจิทัลของไลน์ที่แรกของโลกในประเทศไทย ประเทศอื่นไม่มี ทั้งที่ญี่ปุ่นใช้ไลน์มากเป็นอันดับ 1 และเราอยู่อันดับ 2 ดังนั้น ถ้าได้เข้ามาที่นี่จะได้เข้าไปอยู่ในโลกของไลน์ ได้เข้าไปเจอคาแร็กเตอร์ของไลน์แต่ละตัว ได้เข้ามาเจอกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่มเกมดิจิทัล ถ่ายรูปดิจิทัล หรือการถ่ายคลิปดิจิทัล ได้รับการสนับสนุนจาก ททท. เพื่อให้เป็นจุดขายอีกอย่างของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่วัดพระแก้ว หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จะทำให้ประเทศไทยดู 4.0 ขึ้นด้วย เป็นกิจกรรมอีกอันหนึ่งที่ให้คนเอเชียที่ใช้ไลน์จริงๆ มาเยือน คนต่างชาติชอบที่นี่มาก แต่คนไทยกลับไม่ค่อยรู้จัก ทั้งที่คุณภาพของเราสู้กับต่างชาติได้เลย และไม่มีทางที่คุณจะเข้ามาที่นี่แล้วถ่ายรูปต่ำกว่า 100 รูป แต่ละห้องมีธีมของไลน์แต่ละตัว

นอกจากธุรกิจ Line Village แล้ว ผมมีธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนด้วย คือ ทำไบโอแก๊สและโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งตรงนี้ทำมา 10 กว่าปีแล้ว โดยโซลาร์ฟาร์มได้สิทธิในการทำตั้งแต่รุ่นแรกๆ เลย ทำพลังงานแสงอาทิตย์ ได้รับใบอนุญาตในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดังนั้น บอกเลยว่าไม่ได้มีเส้น นอกจากนี้ อยู่กับการเมืองมาตั้งแต่เด็ก พอได้เข้ามาอยู่ตรงนี้แบบเต็มตัวรู้สึกว่าเราสนใจตรงนี้ เห็นปัญหาของพี่น้องประชาชน มองว่ามันมีแก๊ปตรงนี้ที่ลงไปช่วยได้อีก อาจจะเป็นในรูปแบบของมูลนิธิ หรือการช่วยทำแคมเปญเบื้องหลัง สนับสนุนกิจกรรมที่ทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปได้ และตัวผมเองมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีก็อาจจะเอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาทำให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น

•หลังจากนี้จะอยู่ตรงไหนเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อยากทำอะไรช่วยสังคม และประเทศชาติอีก แต่ก็ดูกฎเกณฑ์ต่างๆ ด้วยว่าอันไหนที่เราทำได้ หรือทำไม่ได้ เมื่อก่อนมีคนถามผมตลอดว่าอยากเล่นการเมืองไหม ผมไม่ตอบเยสหรือโน เพราะมองว่าเป็นเรื่องของโอกาส ไม่ใช่ว่านามสกุลนี้เล่นการเมืองแล้วจะเล่นการเมืองได้ เพราะมีแรงกดดันกับตัวเองยิ่งนามสกุลนี้ต้องทำให้ดีกว่าคนอื่น ไม่ให้คนดูถูกเอาได้ ดังนั้น ถ้าเข้ามาแล้วก็ต้องทำให้ดี ดังนั้น ต้องดูอีกทีหนึ่งว่าอันไหนมีความเหมาะสมและไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์ที่จะให้ทำได้

•แปลว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อเราพ้นโทษแบนทางการเมืองแล้ว
เราก็อาจจะกลับมาเล่นการเมืองอีก

หากมีโอกาส แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสม พ่อ แม่ รวมไปถึงผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนให้กำลังใจดีมากครับ บางคนที่เราไม่ได้เจอมานานแค่ไลน์มาให้กำลังใจให้เราสู้เราก็รู้สึกดีแล้ว พ่อกับแม่สอนผมประโยคหนึ่งว่า อย่าให้ตัวเองใช้คำว่า “รู้งี้” แต่ให้เราทำไปด้วยความตั้งใจที่สุด แล้วเราจะไม่มีคำว่าเสียใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ทำให้เราเข็ดขยาดกับการเมือง เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้ ครอบครัวผมยังให้การสนับสนุนผม แล้วแต่ว่าผมจะตัดสินใจอย่างไร เขาเคารพในการตัดสินใจของผม

•ไม่กลัวอุบัติเหตุทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือ

ไม่ เพราะผมคิดว่าผมทำดีที่สุด ไม่มีใครอยากให้อุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น แต่สำหรับวันนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องก้าวต่อไป สิ่งที่ทำไปทั้งหมดผมตั้งใจ และไม่ได้เกิดคำถามอะไรกับมัน แม้จะเสียดายโอกาส แต่ผมก็จะเอาประสบการณ์ที่ได้แปลงใช้กับธุรกิจที่ผมจะไปทำ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ ประสบการณ์เราสามารถช่วยเหลือสังคมได้เราก็อยากทำในจุดนั้นเพิ่ม อะไรที่ช่วยได้แม้จะไม่มีตำแหน่งอะไร

บทความก่อนหน้านี้คอลัมน์คมคำ : ประจักษ์ ก้องกีรติ
บทความถัดไปน.2 รายงาน : นักการเมืองวิพากษ์ กกต. จัดเลือกตั้งส.ส. 24 มี.ค.