ผลการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสรุปออกมา ถือว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความตื่นตัวแห่ออกมาใช้สิทธิ สูงถึง 86.98% หรือคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ประมาณ 2,290,126 คน จากจำนวนผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าทั้งประเทศ 2,632,935 คน
หากดูจากสถิติการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพ ถือว่าเข้าขั้นถล่มทลาย เพราะทุกพื้นที่ตัวเลขเฉลี่ยของผู้ออกมาใช้กาบัตรเลือกตั้งมีไม่ต่ำกว่า 80%
ตัวเลขดังกล่าวย่อมส่งสัญญาณถึงการเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ที่หลายฝ่ายต่างฟันธงตรงกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะออกมาใช้สิทธิเพื่อชี้ทิศทางการเมืองของประเทศไม่น่าจะต่ำกว่า 80% เช่นกัน
หากเทียบบัญญัติไตรยางค์ จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม คือ 51,419,975 คน หากประชาชนออกมากาบัตรด้วยตัวเลขกลมๆ 80% จะมีคะแนนเสียงที่จะใช้คำนวนเก้าอี้ส.ส.ด้วยตัวเลขกลมๆประมาณ 41,135,980 คะแนน จะได้อัตราส่วน ส.ส. 1 คนต่อ 82,271 คะแนน (41,135,980/ส.ส.500 คน) ตัวเลขกลมๆออกมาอยู่ที่ 82,271 คะแนนต่อส.ส. 1 คน
นัยยะของคะแนนต่อการได้ส.ส.พึงมี 1 คน ย่อมส่งผลสะเทือนถึงพรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก พรรคใหม่ที่หวังลุ้นเก้าอี้ส.ส.จากระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวกับความหวังที่คะแนนจะไม่ตกน้ำ
ตัวเลข 8 หมื่นคะแนนต่อส.ส. 1 คน สำหรับพรรคเล็ก พรรคใหม่ ถือว่าต้องลุ้นกันหืดจับ ยิ่งพรรคใหญ่เดิมเกมเต็มที่สั่งฐานเสียงและแฟนพันธุ์แท้เลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ ทุกคะแนนจะต้องไม่ยอมเสียให้กับพรรคที่ต่างแนวร่วม เพื่อไม่ให้คะแนนกลายเป็นเบี้ยหัวแตก
ส่งผลให้พรรคใหม่ พรรคเล็ก ที่หวังคะแนนที่แพ้แต่ละเขตมารวมเป็นเก้าอี้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ผ่านด่านเข้าสภาฯยิ่งยากลำบากขึ้น
อีกทั้งตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากออกกันมาถล่มทลายไม่ว่าจะเทคะแนนให้ฝั่งไหน ระหว่างพรรคแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตย กับ พรรคที่หนุน”บิ๊กตู่”นั่งเป็นนายกฯอีกสมัย
ย่อมเป็นตัวเลขได้-เสีย ชี้ขาดผลแพ้-ชนะ ให้แต่ละฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น
ยิ่งปัจจัยที่คนจะออกมาเลือกตั้งส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า อยากได้เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ขอเงินในกระเป๋ากลับคืนมาบ้าง
หลังปิดหีบ นับคะแนนเสียงเลือกตั้งส.ส.วันที่ 24 มี.ค. จะได้รู้กันว่าประชาชนอยากเห็นประเทศเดินไปทางไหน
มติ…การเมือง

