‘สุดารัตน์-ชัชชาติ’ แท็กทีมอาสาพาประเทศพ้นวงจรอุบาทว์-แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

21.03.19 | 16:30 น.

“สุดารัตน์ – ชัชชาติ” แท็กทีมอาสาพาประเทศพ้นวงจรอุบาทว์-แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขอ ปชช.เลือก พท. เข้าไปต่อสู้กับผู้มีอำนาจ-สกัด ส.ว.250 คน

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯพรรค พท. แถลงนโยบายแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง

โดยคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พรรค พท.ขออาสาเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่รั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเด็นการศึกษาที่น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ดีตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยตลอดจนพรรคเพื่อไทย เราพิสูจน์แล้วว่าบุคลากรของพรรคเป็นทีมบริหารมือชีพ ที่นำพาประเทศพ้นวิกฤตมาตั้งแต่สมัยต้มยำกุ้ง ปี 2540 โดยพรรค พท.มองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นคือโอกาสที่จะผลิตนโยบายใหม่ๆ มาแก้ปัญหา และยังมั่นใจว่าคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยใหม่มีความสามารถ และเชื่อว่าพลังของพวกเขาจะสามารถขับเคลื่อนประเทศ รวมถึงต้องมีการรื้อฟื้นแนวคิดเอสเอ็มอี ที่ไม่มีความมั่นคงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยสร้างกองทุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถแต่ไม่มีโอกาส และเข้าไปประสานกับมหาวิทยาลัยผ่านการสนับสนุนของภาครัฐสนับสนุน และให้ผ่อนคืนภาครัฐ เมื่อสามารถตั้งตัวมีความมั่นคงในชีวิต อีกทั้งต้องเตรียมพร้อมกับธุรกิจยุคใหม่ อาทิ การค้าออนไลน์ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลพรรค พท.เข้ามา จะไม่สร้างความขัดแย้งและรับฟังความเห็นต่าง แต่ขอให้ร่วมมือกันพาประเทศพ้นวงจรอุบาทว์ ที่อาศัยความขัดแย้งและเรียกทหารเข้ามาสะสางปัญหา โดยจะนำประสบการณ์ทางการเมืองตลอด 27 ปี มาบริหารประเทศ

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า พรรค พท. จะเป็นเป็นฐานล่างที่จะสร้างตึกที่เปรียบเสมือนประชาชน โดยจะจับมือกับนายชัชชาติ ร่วมกันสร้างฐานรากให้แข็งแรง ให้ประเทศไทยทัดเทียมนานาประเทศ ส่วนนโยบายท่องเที่ยว พรรค พท.จะเติมกำลังซื้อให้คนในประเทศ และจะปฏิรูปเรื่องการเกษตรและสุขภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพ และการศึกษาต้องเปิดทางให้เกิดความหลากหลาย ขณะที่ปัญหายาเสพติดก็ต้องหมดไปในประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องเลือกเพื่อไทยอย่างถล่มทลาย เพื่อเขาไปเป็นหัวหอกต่อสู้กับ ส.ว. 250 เสียง ที่รัฐบาลคสช.เลือกเข้า โดยไม่ผ่านเสียงของประชาชน พรรค พท.จะไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลังและสิ้นหวังอย่างห้าปีที่ผ่านมา ตัดโอกาสคนรุ่นใหม่ ที่จะใช้ศักยภาพตัวเองสร้างรายได้ รวมถึงโอกาสของประชาชนคนทั้งประเทศ เพราะรัฐบาลปัจจุบันตลอดห้าปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 13 ล้านล้านบาท ล้มเหลวสะท้อนผ่านตัวเลขจีดีพี ทำให้เกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจาย ใช้เงินเก่งแต่หาเงินไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การขึ้นภาษีน้ำมัน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น อีกทั้งยังขูดรีดภาษีประชาชน หลังรัฐประหหาร ทำให้หนี้เสียและหนี้คนไทยเพิ่มขึ้น

“วันนี้หมดเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์จะสืบอำนาจผ่านกลไกของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งอำนาจผ่านองค์กรอิสระ เช่นกรณี หานาฬิกาไม่เจอหรือกรณีสถานะของนายกฯ ที่ไม่แน่ชัดว่าดำรงตำแหน่งในสถานะอะไร ส่วนธุรกิจของโลกยุคใหม่ก็ไม่มีการช่วยเหลือ และยังดึงต่างชาติเข้ามาแต่ไม่เหลียวมองคนตัวเล็กในประเทศไทย ดังนั้น ต้องเลือกอย่างถล่มทลาย ผ่านยุทธศาสตร์ในการส่ง พท.เข้าไปต่อสู้กับผู้มีอำนาจ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องเลือก พท.เข้าไปสกัดกั้นส.ว. และพท.จะสร้างความสงบสุข ที่อยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี และเคารพเสียงประชาชน ไม่สร้างความเกลียดชัง เดินหน้าหาพันธมิตรไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และย้ำว่าพรรค พท. จะไม่เป็นเหยื่อของความขัดแย้ง ส่วนวาทกรรมที่โจมตีพรรคพท.ว่าจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรรม ตนยืนยันว่าไม่มีการแบ่งงบประมาณไปยังพื้นที่สนับสนุนพรรคเท่านั้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ได้ไม่ใช่วาทกรรม เพราะเพื่อไทยมองเห็นความเดือดร้อนของคนไทยเท่าเทียมกันทั้งประเทศ” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

Advertisement

ด้านนายชัชชาติได้ยกตัวอย่างหนังสือ how democracies die ที่ชี้ว่าปัจจุบันเทรนด์ทั่วโลกประชาธิปไตยตอนนี้เริ่มถดถอย โดยมีสองประเด็นหลักคือ ตายด้วยปืน และตายโดยคนที่อาศัยประชาธิปไตยเข้ามาสู่อำนาจหรือเป็นเผด็จการ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนี้ โดยนายชัชชาติย้ำว่า ประชาชนต้องเลือกให้ดีว่าจะเลือกคนที่ไม่เลื่อมใสระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ช่องทางของรัฐธรรมนูญ และปิดปาก ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน มีแนวคิดล้มล้างประชาธิปไตย หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนได้พูดเรื่องเวลามีค่าหลายครั้งแล้ว ซึ่งห้าปีที่ผ่านมา มีโครงการเกิดขึ้นหลายโครงการ แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าประเทศเสียโอกาสหลายกรณี อาทิ การจะตรวจสอบความโปร่งใส และในอนาคตเราจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบมากมายมหาศาล ทั้งนี้ ผู้บริหารมืออาชีพ ไม่ใช่การสร้างวาทกรรม เพราะหากพรรค พท.เข้ามาเป็นรัฐบาล เราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศ แต่ พท.มีวิสัยทัศน์ที่จะมุ่งดูแลสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นผู้บริหารอาชีพ นอกจากนี้ ต้องมองอนาคต ด้วยความเข้าใจบริบทของสังคม ไม่ใช่ความเพ้อฝัน โดยมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ถ้าไม่สามารถทำตามสัญญาได้ประชาชนก็ไม่เลือก พท.ในสมัยหน้า