หน้าแรก การเมือง ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : ‘250ส.ว.’ศักดิ์ศรีรัฐสภา

24.03.19 | 13:00 น.

ไม่ว่าจะกติกาจะทำ “โครงสร้างอำนาจบริหารประเทศ” ออกมาแบบไหน แต่ที่สุดแล้ว “หลังการเลือกตั้ง” ประเทศไทยเราจะต้องอวดความเป็น “ประชาธิปไตย” ต่อนานาชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับความเป็นอารยะ อันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา

“ประชาธิปไตย” ท่าจะอวดได้นั้น “อำนาจประชาชน” จะมีบทบาทสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

แต่ที่สำคัญต่อ “ประเทศประชาธิปไตย” ไม่ยิ่งหย่อนกันคือ “ภาพลักษณ์ของรัฐสภา”

“รัฐสภา” ย่อมประกอบด้วย “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา”

ในส่วนของ “สภาผู้แทนราษฎร” แม้จะมีข้อกังขาในเรื่องกติกาการเลือกตั้งอยู่บ้าง ว่าเจตนาจะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็น “เบี้ยหัวแตก” ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก และเปิดทางให้ส.ส.มีอิสระในการย้ายพรรคซึ่งจะก่อความโกลาหล เปิดโอกาสให้ ส.ส.แสดงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีในทางที่ไม่ดีไม่งาม

Advertisement

แต่ถึงอย่างไร “สภาผู้แทนราษฎร” ก็มีภาพลักษณ์ในทางที่เป็น “ผู้ได้รับอำนาจมาจากประชาชน” ซึ่งเป็นหัวใจของ “ประชาธิปไตยสากล”

ไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก ที่จะสร้างความเชื่อมั่นจากนานาชาติได้

ที่น่าจับตามองมากกว่าคือ “วุฒิสมาชิก 250 คน”

ยังไม่มีใครรู้ว่า “วุฒิสภา” จะสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ แม้จะชัดเจนว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีส่วนในการยึดโยง

กับอำนาจประชาชน แต่จุดด้อยนี้ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่จะให้โอกาสด้วยเหตุผลว่า “คนดี” อันหมายถึงคนที่คิดถึงประเทศชาติและประชาชน

เมื่อเป็น “คนดี” แล้ว “จะยึดโยงกับประชาชน” หรือไม่ คนไม่น้อยเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะปิดโอกาสที่จะเข้ามาทำหน้าที่ร่วมงาน “รัฐสภา” อันควรเป็น “ภาพลักษณ์ที่เชื่อมั่นได้” ของ “รัฐสภา”

เหมือนสถานะของ “คนดี” จะเป็นข้อสรุปที่ช่วยเหลือ “250 ส.ว.” ให้ยืนได้อย่างองอาจ

แต่โดยแท้ที่จริงคำว่า “คนดี” นี่เองจะกลับกลายเป็นภาระอันใหญ่หลวงที่ “250 ส.ว.” จะต้องสร้างขึ้น รักษาไว้ให้เห็นไปตามความคาดหวังว่าจะไม่ให้ “ภาพลักษณ์ของรัฐสภา” ต้องเสื่อมเสีย

เป็นภาระหนักทั้ง “การสร้าง” และ “การรักษา”

ในส่วนของ “การสร้าง” นั้น ต้องยอมรับว่าในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา “250 ส.ว.” ถูกนำเสนอในภาพของกลุ่มคนที่เป็นตัวแปรในทางไม่เอื้อต่อความเป็นประชาธิปไตยของประเทศอย่างเข้มข้น

ที่สำคัญคือ กระบวนการทำความเข้าใจในเรื่อง “คนดีคือข้อยกเว้น” ในเวทีหาเสียงไม่มีให้เห็น ไม่มีใครแก้ตัวให้เห็นว่า “250 ส.ว.” จะมีคุณงามความดีอะไรต่อความเป็นประชาธิปไตย

ด้วยความเป็นไปเช่นนี้เองที่ทำให้ “การสร้าง 250 ส.ว.” ให้เป็น “ความหวังที่ดี” ต่อ “ภาพลักษณ์รัฐสภา” จึงเป็นการที่จะต้องสร้างจาก “แดนลบ” ให้ความเชื่อของคนในสังคม

เป็นโจทย์ยาก

มาในส่วนของ “การรักษา” อันหมายถึงว่า “250 ส.ว.มีภาพที่ดีต่อประชาธิปไตยอยู่บ้าง” และต้องรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้

นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“ภาพลักษณ์ที่ดี” ที่จะส่งให้ “รัฐสภา” ได้รับการยอมรับนั้น จะรักษาไว้ได้ย่อมหมายถึง “วุฒิสภา” จะต้องใช้ “ความเป็นคนดี” ของตัวเองไปในทางเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนในระดับที่รู้สึกได้

ในทางตรงกันข้าม “การทำหน้าที่” โดยก่อความรู้สึกว่า “รับใช้อำนาจ” โดยเฉพาะ “กลุ่มคนที่มีอำนาจและเป็นผู้แต่งตั้ง” เข้ามา ย่อมบ่อนเซาะ ทำลาย “ภาพความเป็นคนดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐสภา” ลง

“ความน่าเชื่อถือของรัฐสภา” จะเกิดขึ้นได้ “250 ส.ว.” จะต้องสร้าง และรักษาสถาบันของตัวไม่ให้ถูกตราหน้าว่าเป็นแค่ “สภาผู้รับใช้” หรือ “สภาตรายาง” เป็นแค่หุ่นยนต์ที่กดปุ่มให้โหวตตามคำสั่งให้ได้

การพิสูจน์ถึงความ “มีสมอง” และ “จิตสำนึกประชาธิปไตย” เป็นภาระที่จะต้องสร้างขึ้นและรักษา

เพื่อช่วยกันเชิดชู “ศรัทธาต่อรัฐสภา” อันจะสร้าง “ความเชื่อมั่นให้ประชาธิปไตยไทย”