คะแนนเสียงพรรคการเมือง ‘ใคร’ ถือสิทธิจัดตั้งรัฐบาล

23.03.19 | 15:14 น.

หมายเหตุ – เป็นความเห็นของนักวิชาการกรณีภายหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม สิทธิการจัดตั้งรัฐบาลควรเป็นของใคร ระหว่างพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 เป็นผู้ได้สิทธิก่อน หรือพรรคการเมืองใดก็ตามที่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน


 

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พรรคการเมืองที่มีคะแนนอันดับ 1 จะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลก่อนหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่มีกฎหมายใดบังคับ แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองในระบอบรัฐสภา ที่สำคัญผลการเลือกตั้งจะคลี่คลายปัญหาของบ้านเมืองได้หรือไม่ เป็นการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน ต้องเคารพเสียงของประชาชนที่ส่งผ่านจากการเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อประชาชนเลือกพรรคการเมืองใดมากที่สุด ก็ควรให้พรรคนั้นจัดตั้งรัฐบาลก่อน หลังจากนั้นหากมีปัญหาก็ไล่คะแนนของแต่ละพรรคไปตามลำดับ เพื่อรวมเสียงให้เกินครึ่งของจำนวน ส.ส. เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ส.ว.จึงเข้ามาร่วม ในการพิจารณาทำให้รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นมีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ

แต่ถ้าใช้วิธีการให้พรรคใดก็ได้รวบรวมเสียงได้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.มากที่สุดได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน สุดท้ายก็จะเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองในสภา และไม่ตอบสนองเจตจำนงของประชาชน และสุดท้ายนักการเมืองบางส่วนก็จะไปวิ่งล๊อบบี้ขอโควต้ารัฐมนตรี ขอแลกเปลี่ยนกระทรวง

สำหรับสัตยาบันของ 15 พรรคการเมืองที่เคยลงนามไว้ ให้พรรคอันดับ 1 ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อนจะมีผลหรือไม่ ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าจะยึดถืออย่างไร แต่สุดท้ายนักการเมืองจะมองว่า การลงสัตยาบันเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่ใช่มติพรรค ดังนั้นไม่มั่นใจว่าสัตยาบันต่างๆ นักการเมืองจะปฏิบัติตามหรือไม่ แต่สิ่งที่พึงควรระลึกคือ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ล้วนเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ฉะนั้นถ้าประชาชนลงคะแนนเสียงไปทางไหนควรรับฟัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสัตยาบัน หากไม่ฟังเจตจำนงในระยะยาวจะเกิดปัญหาในเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลและรัฐสภา สุดท้ายก็จะเป็นคำถามถึงความล้มเหลวของการเมืองในระบอบรัฐสภา

Advertisement

การทำหน้าที่ของ ส.ว.เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หากไม่มีกระแสสังคมที่เข้มข้นเข้ามากดดัน มีความเป็นไปได้ที่ ส.ว.จะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ยอมรับว่าเป็นงานยาก แต่โอกาสที่กระแสสังคมจะเข้าไปกดดันยังมีโอกาส ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนจำนวนมากไปใช้สิทธิ และที่ผ่านมาประชาชนได้สะท้อนให้เห็นจากการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายควรฟังเสียงประชาชน

มีการประเมินว่าโอกาสที่จะรวบรวม ส.ส.376 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีโดยไม่เกี่ยวกับ ส.ว.250 เสียง เกิดขึ้นได้ยากมาก แม้พรรคอนาคตใหม่จะเสนอแนวคิดชวนปิดสวิตซ์ ส.ว.แต่ปัจจัยหลังการเลือกตั้งจะเกิดจากหลายพรรค หรือแต่ละขั้วอุดมการณ์ต่างกัน จะมี ส.ส.ในระดับไล่เลี่ยกัน และพรรคประชาธิปัตย์ยังมีท่าทีไม่ชัดเจน จึงเห็นว่ารวมยาก

สุดท้ายจะมีโอกาสเกิดรัฐบาลแห่งชาติจากเงื่อนไข 4 ประการ 1.มีการจัดตั้งรัฐบาลเลือกนายกรัฐมนตรีได้ 2.เลือกนายกรัฐมนตรีได้แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้โดยนำ ส.ว.มารวมเสียงเกิน 376 คะแนน 3.รวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ 251 แต่เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะ ส.ว.ไม่ร่วม และสุดท้ายเมื่อไม่มีทางออกก็ต้องเป็นรัฐบาลแห่งชาติ

 

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

พรรคคะแนนอันดับ 1 ได้สิทธิรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อน มีความจำเป็นอยู่แล้ว เพราะเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ถ้าพูดถึงการเลือกตั้ง พรรคที่ได้รับเสียงข้างมากก็จะได้รับสิทธิในการที่จะจัดตั้งรัฐบาล ถ้าสมมุติว่าไม่ได้เสียงข้างมากที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ก็ต้องให้สิทธิรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งก็เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเหมือนกัน เป็นหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน

สำหรับคะแนนเสียง 250 ส.ว.สามารถโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี จริงๆ แล้วควรที่จะคล้อยตามเสียงประชาชน ไม่ว่าพรรคไหนก็ตามหากรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองและได้เสียงข้างมากก็จะได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล และจะเป็นนายกรัฐมนตรี ส.ว.เองก็จะต้องลงมติลงคะแนนเสียงตามพรรคที่ได้รับเสียงข้างมาก อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เห็นในประเทศไทยก็คือ ค่อนข้างมีความชัดเจนว่าน่าจะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาของประเทศไทยในการที่ ส.ว.มีโครงสร้างที่ไม่เอื้อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

ตามหลักการพรรคการเมืองที่มีคะแนนอันดับ 1 จะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลก่อนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ควรนำหลักเกณฑ์ในอดีตมากล่าวอ้าง ซึ่งขอเรียกว่าเป็นข้อยกเว้น ไม่ได้เป็นบรรทัดฐาน แต่เชื่อว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ น่าจะใช้เวลาไม่นาน ทุกคนทราบเหตุผลว่าทำไมจะต้องตั้งรัฐบาลให้เสร็จโดยเร็วไม่เกิน 1 สัปดาห์ และต้องยอมรับว่าการรวมเสียง จะรวมกันก่อนจะเข้าไปโหวตในสภา นอกจากนั้น อาจประเมินว่ามีการคุยกันตั้งแต่เริ่มตั้งพรรคการเมือง ขณะนี้ประชาชนก็พอมองออกว่าพรรคไหนอยู่ฝ่ายใด

สำหรับเสียงของ ส.ว.จะเข้ามาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อสภาล่างมีปัญหาไม่สามารถรวมเสียงได้ 376 เสียง ขณะนี้ไม่มั่นใจว่า ส.ว.จะเดินตามเสียงข้างมากที่รวบรวมได้ก่อนหากไม่มีพรรคพลังประชารัฐ เพราะทุกคนทราบที่มาของ ส.ว. หรือมองอีกมุม ส.ว.บางส่วนอาจมีเอกภาพเป็นตัวของตัวเอง

ในความเห็นส่วนตัว ถ้า ส.ส.รวมกันได้เองมีถึง 376 เสียงก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ปัญหาเกิดจากระบบเลือกตั้งสัดส่วนของ ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อครั้งนี้เป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ได้คะแนนไม่ทิ้งห่างกันมาก พรรคเล็กหลายพรรคที่รวมกันได้จะมีพลังในการต่อรองพอสมควร ขณะพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์แยกทางกันเดินชัดเจน ดังนั้นพรรคใหญ่ต้องหาพรรคเล็กที่ต้องการเป็นรัฐบาลมาร่วมงาน พร้อมกับข้อต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอาจจะรอดพ้นไปได้ แต่หลังจากนั้นเสียงที่เคยโหวตหนุน จะมีหลักประกันอะไรหรือไม่ เพื่อยกมือหนุนให้รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายสำคัญ เพราะอีกไม่นานจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ ดังนั้นก็จะต้องมีการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ในแง่ของนักวิชาการปัญหานี้ไม่ได้ตอบโจทย์ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปการเมืองเท่าที่ควร

 

ไพสิฐ พานิชกุล
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การเปิดทางให้พรรคการเมืองที่มีคะแนนอันดับ 1 ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยมารยาทต้องเป็นอย่างนั้น แต่ข้อกฎหมายไม่ได้กำหนดหรือล็อกไว้ แต่หากมองในเกมการเมือง ในอดีต ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีเคยทำมาแล้ว เลยเป็นจารีตการเมืองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคอันดับ 1 ก็สามารถทำได้ แต่โดยตรรกะของประชาธิปไตยไม่เหมาะสม แต่ฝ่ายการเมืองคงไม่คิดแบบนี้ ด้วยการเมืองไทยมีพรรคเล็กพรรคน้อยเยอะ จึงเกิดการไปรวมเสียงเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งไม่ผิดแต่ถือว่าไม่สง่างาม เพราะไม่มีเสียงพรรคใดชนะเด็ดขาดจึงมารวมกัน เป็นธรรมชาติของการเมืองที่พยายามคิดเกมมากกว่าหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ใครรวมเสียงก่อนถือโอกาสชิงลงมือก่อน ไม่ได้คิดว่าเป็นความชอบธรรม และไม่ฟังเสียงประชาชนแล้ว เป็นการเมืองในกรอบเก่าๆ

การรวมกันตั้งรัฐบาลในลักษณะนี้ ไม่ได้มองหรือคิดว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ เขาไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น ก็จะทำให้เกิดคำถามจากการเมืองนอกสภาว่าการเมืองในสภาทำอะไรกันอีก

ส่วนเรื่องการโหวตของ 250 ส.ว. จะโหวตโดยอิสระหรือถูกสั่งให้โหวต เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเทคะแนนกันอย่างไร ไม่รู้จะเดาใจอย่างไร เพราะ ส.ว.เป็นใครยังไม่ทราบ ในกรณีที่มาโดยตำแหน่ง (ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ จำนวน 6 คน) ทราบแล้ว แต่นอกนั้นไม่รู้เลย อย่างไรก็ตาม ในทางการต้องไปดูว่า ส.ว.จะให้ความสำคัญต่อกลไกหรือเสถียรภาพของการบริหารประเทศ หรือใครจะอย่างไร ยังตอบไม่ได้ ตอบยาก เพราะทั้งหมดเป็นการเดาทั้งนั้น