การเลือกตั้ง 24 มี.ค. นอกจากประชาชนที่เฝ้าจับตาการทำงานของ กกต. ยังมีตัวแทนต่างประเทศ มาสังเกตการณ์แยกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก กกต. เชิญเข้าร่วมจำนวน 11 ประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ 1 องค์กร ประกอบด้วย ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย, ภูฏาน, กัมพูชา, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, เมียนมา, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เกาหลี, ติมอร์-เลสเต, เวียดนาม และ International IDEA รวม 42 คน กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ ได้แก่ ตัวแทนสถานทูต 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา องค์กรระหว่างประเทศ 2 องค์กร คือ สหภาพยุโรป (อียู) และเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรืออันเฟรล (Asian Network for Free Elections : ANFREL Foundation) รวม 145 คน
หลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 นานาประเทศมิตรประเทศ ต่างเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับสู่การเมืองปกติ ให้มีการเลือกตั้งที่อิสระและโปร่งใส และมีรัฐบาลพลเรือน ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของประเทศประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ในการสร้างความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งการเมือง การค้า และธุรกิจต่างๆ ในอนาคต เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง จึงมีการขอเข้ามาสังเกตการณ์ว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะอิสระโปร่งใสและสะท้อนความต้องการของประชาชนหรือไม่ และการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจหรือเงินทอง ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้
การเลือกตั้ง 24 มี.ค. มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศอย่างชัดเจน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังหลังจากวันที่ 24 มี.ค. คือ สังคมไทยที่ปลดตัวเองจากสภาพเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา มีความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและใช้ได้ ไม่ใช่เพียงตัวอักษรในตัวบทกฎหมาย แต่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามกฎหมายพิเศษ สังคมที่กฎหมายศักดิ์สิทธิ์กับทุกคน ไม่มีสองมาตรฐาน ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเสมอหน้า สังคมที่ตรวจสอบผู้ใช้อำนาจโดยไม่มีการยกเว้น ฯลฯ การบริหารประเทศโดยรัฐบาลจากตัวแทนประชาชน เพื่อแก้ปัญหาทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่นับวันยิ่งมีผลรุมเร้ารบกวนความปกติสุขของประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส การรับรองการประกาศผลเลือกตั้งอย่างโปร่งใส และทุกฝ่ายต้องเคารพผลการเลือกตั้งอย่างจริงใจ

