เมื่อเวลา 16.00 น. 19 พฤษภาคม นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ ในฐานะตัวแทนพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรคก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ สิ่งที่อดีตนายกฯ (นายอภิสิทธิ์) ถามไปนั้น ตนเห็นด้วย และจะไม่ถามซ้ำ แต่เห็นว่า กกต.ควรจะตอบคำถามให้ชัด อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบพระคุณที่จัดการประชุมในวันนี้ แม้ว่าจะสายไปอย่างมากก็ตาม แต่ก็ดีกว่าไม่ประชุมเลยก่อนจะมา ตนอ่านหนังสือเชิญ ก็รู้สึกตกใจ เพราะอ่านดูแล้วเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน ทำให้ตัวเองต้องเตรียมตัวเรื่องรัฐธรรมนูญทั้งๆที่พ้นเวลาแล้ว และท่านก็ร่างมาจนจะทำประชามติแล้ว และไม่ว่าท่านจะอธิบายว่าอย่างไรตนก็ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร แต่วันนี้ท่านก็กรุณามาชี้แจง แต่ท่านควรพูดแบบนี้มานานแล้ว
นายปลอดประสพ กล่าวว่า ตนอยากถามว่า เหตุใด กรธ.จึงเขียนร่างรัฐธรรมนูญแปลกๆ ท่านไม่รู้หรือว่า รัฐธรรมนูญที่เขียนแบบนี้มันจะสร้างความเสียหาย และตนอยากขอยกตัวอย่างว่า บังเอิญตนถูกเชิญให้ไปลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ตนก็ไป ซึ่งก็มีการเอาป้ายไปถือป้ายเขียนว่า “โนคอรัปชั่น” คำว่าโนตัวใหญ่ แต่คอรัปชั่นตัวเล็ก ก็ไม่เห็นมีอะไร และคำว่า โนคอรัปชั่น ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเมือง หรือประชามติสักนิด แต่วันนี้ตนได้รับแจ้งจากจังหวัดว่ากกต.จังหวัดจะให้ตนไปชี้แจง ก็เรียนว่า ตนไม่ไป เพราะมันไม่เกี่ยว ตนไม่คิดว่าท่านจะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปครอบคลุมเรื่องนี้ทั้งหมด เท่าที่ท่านอธิบายมาคงจะต้องเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการของท่านแล้วหรือไม่ก็ต้องขออำนาจคสช. ตนก็ขอถามว่าในมาตรา 61 นี่คือพิษภัยของเจ้าหน้าที่ของท่านในระดับจัหวัด ที่ตีความคำว่า “โน คอรัปชั่น” เป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่ไม่ใช่ คำว่า โน ไม่มีพิษมีภัยอะไรเลยในเรื่องประชามคิยกเว้นคำว่า โนโหวต ขอความกรุณาเถอะ ให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ บอกที่จังหวัดพิษณุโลกที่ว่ามันไม่เกี่ยว ดังนั้น ในมาตรา 61 มีความไม่ชัดเจน ท่านจะต้องสร้างความชัดเจนอย่างละเอียด กว้างขวาง และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงขนบ ธรรมเนียม ประเพณีที่เราปฏิบัติกันมาเพื่อความปรองดอง
นายวิษณุ กล่าวว่า ทางที่ดี ง่ายนิดเดียว ท่านก็ไม่ได้ต้องใช้คำว่า “โน” แต่เปลี่ยนเป็นคำว่า “ปลอด” นี่แหละ
นายสมชัย กล่าวว่า เรื่องที่จังหวัดพิษณุโลก ตนจะไปบอกให้ ทั้งนี้ กกต.ได้รับเรื่องร้องเรียนเต็มไปหมด ซึ่งทุกเรื่องเราก็พยายามดูว่า หลักการที่ถูกต้องคืออะไร อย่างไร เบื้องต้นในเรื่องของการแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของเราต้องเข้าไปดำเนินการ ก็เห็นแล้วว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าที่อาจจะขยัน ซึ่งก็ไม่เป็นไร หากท่านไม่สะดวกไปชี้แจง ก็ไม่ได้เป็นข้อขัดข้องประการใด แต่ต้องเรียนว่า ทุกเรื่องที่มีการร้องเรียนมาเราก็พยายามสืบสวนข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม มาตรา 61 เขียนได้เท่านั้น เพราะเป็นภาษากฎหมาย เขียนขยายโดยใช้ประกาศของกกต.ที่บอกว่า สิ่งที่ดำเนินการได้ และทำไม่ได้คือการเขียนขยายแล้ว แต่เขียนอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ครบรูปธรรมได้หมด ถ้ากกต.เขียนละเอียดขนาดนั้นทั่วโลกคงสรรเสริญว่าเรามีข้อกฎหมายที่ละเอียดยิบย่อยที่สุด เราจึงเขียนได้ระดับหนึ่ง แต่สามารถตอบทุกๆเรื่องได้ว่าที่ท่านคิดนั้นผิดหรือไม่ผิดอย่างไร
จากนั้น เวลา 16.15 น. นายจตุพร ตัวแทนจาก นปช. กล่าวว่า ใจความสำคัญขณะนี้ คือพวกท่านกลัวแพ้ประชาชน เมื่อ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญ สนช.ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ แต่เขียนกติกาที่เป็นนามธรรม โดยเฉพาะที่บอกว่าห้ามใช้ความรุนแรง ห้ามใช้คำหยาบคาย ห้ามบิดเบือนหรือแม้แต่ห้ามปลุกระดมนั้น คนที่วินิจฉัยความเป็นนามธรรม คือ กกต.ถามว่าจะเอาอะไรมาเป็นมาตรวัด อย่างที่นายสมชัยพูดว่า คำว่ากู มึงไม่ผิดหากตีความด้วยมาตรฐานแบบชนชั้นกลางนั้น แค่หลักวินิจฉัยแบบนี้ก็เป็นปัญหาแล้ว เอาความเป็นคนชนชั้นกลางมาเป็นตัววัดได้หรือ การเขียนกฎหมายต้องเป็นรูปธรรมจึงจะปฏิบัติได้ อยากเรียนนายวิษณุว่า ตอนรัฐธรรมนูญปี 50 นั้น พวกตนเป็นฝ่ายแพ้ มีการประกาศกฎอัยการศึก 48 จังหวัด แต่ไม่มีการห้ามพูดว่ารับหรือไม่รับ ที่สำคัญ ความที่ท่านกลัวแพ้ เพราะมีการระดมเจ้าหน้าที่ทั้งครูก. ครูข. และครค. ยังไม่รวมชุดรด. ลูกเสือชาวบ้าน เยอะไปหมด การที่ตนตังศูนย์จับโกงประชามติก็ตั้งใจที่จะมาจับพวกท่านนี่แหละ เชื่อเถอะจับได้เยอะแยะไปหมด ทั้งนี้ ท่านต้องเปิดกว้างให้มีการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ให้พูดได้แต่ข้อดี วันนี้เจ้าหน้าที่ไปเคาะประตูบ้าน แล้วพูดถึงข้อดีของรัฐธรรมนูญ แต่พออีกคนไปเคาะประตูบ้านจะพูดถึงข้อเสียกลับทำไม่ได้
“ผมมองว่า การซื้อเสียงไม่น่ากลัว แต่กลัวการใช้กลไกมากกว่า วิธีแก้คือการพูดรับหรือไม่รับ ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่ผิด เหรียญยังต้องมี 2 ด้าน กกต.เองก็ต้องเปิดบรรยากาศให้ผ่อนคลายในช่วงก่อนการทำประชามติ และอย่าตีความเลอะเทอะแบบที่พูดเรื่องชนชั้นกลางอีก ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่การทำประชามติจะต้องมีกติกาแบบนี้ กกต.ต้องไม่ทำตัวเป็นกรรมการวอลเล่ย์บอลที่ตัดสินการแข่งขันที่ญี่ปุ่นเมื่อวานนี้” นายจตุพร กล่าว

