แปลกใจหรือไม่ที่เมื่อ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ฟังข้อสงสัยจาก”ครู ก.”ต่อ “คำถามพ่วง”ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจคสช.หรือไม่
ก็ได้แต่ร้อง “อือ”
เป็นการร้อง “อือ” โดยมิได้ไขความ แม้กระทั่งเมื่อกล่าว”ปัจฉิมนิเทศ”ก็มิได้ถือเอาเป็นภาระธุระ
ยิ่ง นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ยิ่งเฉยๆ
แม้ว่าจะดำรงอยู่ในฐานะรองประธานกรธ.และเป็นผู้รับผิดชอบกลุ่มวิทยากรจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง
ทั้งๆที่เคยเป็น “ประธานกกต.”
ทั้งๆที่เป็นประธานกกต.อันมาจากการคัดสรรในที่ประชุมผู้พิพากษา”ศาลฎีกา”
ต้องยอมรับว่าเรื่องของ”คำถามพ่วง”ซับซ้อน
เป็นความซับซ้อนระหว่างและภายใน “แม่น้ำ 5 สาย”ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
เพราะมิได้มี”ราก”งอกจาก”กรธ.”
คงจำกันได้ถึงหนังสือและข้อเสนอแนะอันมาจาก “ครม.”และจาก”คสช.”ไปยัง”กรธ.”
ที่ไม่ควรลืมคือ “ระยะเปลี่ยนผ่าน”
ตรงนี้แหละที่เป็น “ต้นกำเนิด” ของที่มาแห่ง “ส.ว.”และอำนาจแห่ง “ส.ว.”
นั่นก็คือ “คสช.”แต่งตั้ง 250 ส.ว.
นั่นก็คือ ส.ว.มิได้อยู่ในฐานะเป็น “พี่เลี้ยง”กลั่นกรองและตรวจสอบกฎหมายจากที่ผ่าน ส.ส.
หากแต่ยังมี”สิทธิ”ระดับเดียวกับ”ส.ส.”
นั่นก็คือ ส.ว.สามารถยกมือ”โหวต”จะเลือกใครเป็น”นายก รัฐมนตรี”ได้ด้วย
กรธ.รับ”ข้อเสนอ”มาแต่มิได้”ปฏิบัติ”
จำเป็นที่ สปท.จะต้อง “ผลักดัน” จำเป็นที่สนช.จะต้องมีมติและกำหนดให้เป็น “คำถามพ่วง”
เป้าหมายก็เพื่อ”สืบทอด”อำนาจของ “คสช.”
อย่าได้แปลกใจหาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ หาก นายอภิชาต สุขัคคา นนท์ จะเฉยๆในเรื่องนี้
เพราะมิใช่เรื่องของ “กรธ.”
เพราะเป็นข้อเสนออันมาจาก “แม่น้ำ 4 สาย”อันได้แก่ 1 คสช. 2 ครม. 3 สนช. 4 สปท.
ใคร “เสนอ” คนนั้นก็ต้อง “อธิบาย”
“คำถามพ่วง” จึงทำให้ “เป้าหมาย”อันสะท้อนเจตจำนง ความต้องการของ”คสช.”มีความแจ่มชัด
แจ่มชัดว่า “อยากอยู่ยาว”
ทำให้ประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนำไปสู่ “คำถาม”ที่นำไปสู่ หากรับ”ร่างรัฐธรรมนูญ”เท่ากับรับ”คสช.”
เท่ากับ “ต้องการ”ให้คสช.”อยู่ยาว”

