ที่มีการคาดทำนายว่า การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม จะเป็นการเลือกตั้งซึ่งปรากฏผลออกมาในลักษณะ “หักปากกาเซียน” ความเป็นจริงก็สำแดงออกมาให้เห็นอย่างเป็นที่ประจักษ์
เริ่มจากการสอบตกในแบบระเนระนาดของ “คนดัง” จากพรรคประชาธิปัตย์
ตามมาด้วยคะแนนที่ไต่ทะยานอย่างเหลือเชื่อของพรรคพลัง ประชารัฐทะยานข้ามพรรคประชาธิปัตย์กระทั่งไปหายใจรดต้นคอและอาจกำชัยเหนือกว่าพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน ชัยชนะอย่างชนิดล็อกถล่มมิได้เป็นพรรคเพื่อ ไทยอันเป็นเต็งอันดับ 1 ตรงกันข้าม กลับเป็นพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่มากกว่า
ตรงนี้แหละที่สะท้อนลักษณะย้อนแย้งของผลการเลือกตั้ง
หากชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ได้รับการประเมินว่าเป็นผลงาน ของการ DISRUPT อย่างมีนัยสำคัญในทางการเมือง แล้วชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐจะประเมินอย่างไร
เพราะภาพของพรรคพลังประชารัฐกับภาพของพรรคอนาคตใหม่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสร้างพรรค
เรามองเห็นบทบาทของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ วางเรียงอยู่เคียงข้างกับบทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน
โดยการชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สูงเด่น
ขณะเดียวกัน เรามองเห็นบทบาทของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ วางเรียงอยู่เคียงข้างกับบทบาทของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล
โดยการต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สูงเด่น
หากเห็นว่าชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่มากับลักษณะที่สรุปรวมว่าเป็นการสร้างสรรค์ แล้วชัยชนะของพรรคพลังประชา รัฐจะประเมินอย่างไร
นี่คือเงาสะท้อนความย้อนแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย
มีความเชื่อมั่นตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเปิดประตูให้กับ “ประชาธิปไตย” บนพื้นฐานกฎกติกาที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย
อายุของรัฐบาลจึงไม่น่าจะยืนยาวครบเทอม
ผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมาคือเครื่องยืนยันว่า เป็นการ เลือกตั้งที่ยังไม่สามารถยุติปัญหาได้ภายในพริบตาพลัน
เพียงแต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

