อาจารย์ส่องผลเลือกตั้ง อนค.ผงาด-ปชป.ยับเยิน ‘พปชร.’ ชิง ‘พท.’ ตั้งรัฐบาล

26.03.19 | 11:05 น.

หมายเหตุนักวิชาการแสดงความคิดเห็นถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทาง ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พ่ายแพ้ยับเยิน ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้ ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก รวมถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรคเพื่อไทย (พท.) ชิงกันจับขั้วพรรคต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล


 

 

ธนศักดิ์ สายจำปา
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กรณีพรรคอนาคตใหม่ที่มาแรง เข้าใจว่าคะแนนมาจากคนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง เนื่องจากอยู่ในสภาพอย่างนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว

Advertisement

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าเงื่อนไขใหญ่ที่ทำให้เสียงหายไปเยอะ คือการประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แน่นอนว่าคนชั้นกลางที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ก็คงเป็นฐานเสียงของพลังประชารัฐด้วย ดังนั้น เข้าใจว่าคนที่จะเชียร์ลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็ไปเลือกพรรคพลังประชารัฐเลยดีกว่า เพื่อความชัวร์

อย่างพื้นที่ กทม. พรรคประชาธิปัตย์เคยครองฐานเสียงเยอะมาก ทำให้เห็นได้ชัดพอสมควรว่าเสียงกระจายไปอยู่ที่อื่น คนที่อยากเชียร์ลุงตู่ก็เลือกพรรคพลังประชารัฐ คนที่ไม่เชียร์ลุงตู่ก็เลือกพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคอื่น ตอนนี้เท่าที่สังเกตดูเข้าใจว่าพรรคที่จะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลอาจเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยแล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทย มองว่าไม่ค่อยพลิกล็อกเท่าไหร่ หลายคนก็คิดว่าพรรคเพื่อไทยคงได้ประมาณนี้อยู่แล้ว

สำหรับประเด็น “งูเห่า” เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะตอนนี้แน่นอนว่ามี 2 พรรค (เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ) สูสีกันมาก การที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้ต้องใช้คะแนนจากพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งคนคงจับตามมองไปที่พรรคภูมิใจไทย เพราะว่าคะแนนมากพอสมควร ดังนั้นในโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งรัฐบาลอาจมีปรากฏการณ์ “งูเห่า” เกิดขึ้นก็ได้

กรณีสื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่ารัฐบาลที่ตั้งขึ้นจะไม่มีเสถียรภาพนั้น เท่าที่ดูคะแนนจาก 2 พรรค คิดว่าไม่ว่าใครจะตั้งรัฐบาลก็เสถียรภาพน้อย โดยคนในสังคมไทยยังไม่ยอมรับกติกาแบบนี้ และถึงที่สุดถ้าเราทำให้คนในสังคมยอมรับไม่ได้ว่าการเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมจนถึงขนาดที่เขายอมรับผลอย่างเป็นทางการได้ การเมืองก็จะไม่มีเสถียรภาพ เพราะสังเกตพบว่ามีการรายงานว่าบางเขตมีการลงคะแนนมากกว่าผู้มีสิทธิออกเสียง

เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว ถ้ายังมีคำถามในใจประชาชนเรื่องผลคะแนนว่ามาจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริงหรือไม่ จะทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นทางออกสุดท้ายที่เราจะใช้ตัดสินปัญหา

สำหรับที่มีผู้ตั้งคำถามว่า การที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบพรรค ทำให้ส้มหล่นมาถึงพรรคอนาคตใหม่ในบางเขตเลือกตั้งนั้น ส่วนตัวมองว่า จริงๆ แล้วเป็นเพราะการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ในเชิงนโยบายและการลงพื้นที่ แม้ว่าผู้สมัครอาจหน้าใหม่ แต่เขาได้ผลดีจากผลพวงภาพใหญ่ของพรรคอนาคตใหม่ที่มีแนวทางชัดเจน มีภาพลักษณ์ที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าอาจเป็นหนึ่งในความหวังที่เข้ามาเปลี่ยนขั้วการเมือง หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ที่สังคมไทยไม่เคยได้เจอมากกว่า

ส่วนกรณีบัตรเสีย มองว่าเยอะจนผิดปกติจริงๆ น่าเสียดายมาก อาจมีประเด็นเรื่องการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ด้วยในการตีความว่าบัตรเสียหรือไม่เสีย ตอนนี้มีการแชร์กันว่าบางหน่วยแบบนี้เสีย บางหน่วยไม่เสีย

ประเด็นใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง เท่าที่ฟังจากรายงาน มีหลายเขต หลายหน่วยที่ประชาชนที่เข้าใจว่ากาบัตรได้ 2 อัน

ส่วนที่คนไปเลือกตั้งน้อยกว่าที่คาด ส่วนตัวก็รู้สึกว่าผิดจากที่คิดไว้ เพราะจากการเลือกตั้งล่วงหน้าคิดว่าคนจะออกมาเยอะกว่านี้ เขาคงรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเปลี่ยนอะไรยาก เพราะมี ส.ว. 250 คนแล้ว อาจเดาได้ว่าในแง่การตั้งรัฐบาลมีเสียง ส.ว.อยู่แล้ว ตอนนี้สิ่งที่กังวลคือหลังตั้งรัฐบาลแล้วจะมีเสถียรภาพหรือไม่ อย่างไรก็ตาม รู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลก

 

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ไม่น่าแปลกใจที่ผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมาเช่นนี้ และคะแนนที่พรรคพลังประชารัฐได้ก็สะท้อนให้เห็นว่าฐานเสียงเก่าหรือ ส.ส.เก่าที่เข้าไปอยู่ในพรรคทั้ง 23% มีผลกับการเลือกตั้งด้วย

แต่สิ่งที่ดี คืออย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางการเมืองของพรรคใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากคนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะคนมีความคิดใหม่มากขึ้น เรื่องนี้อาจทำให้เราได้เห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

ถึงแม้ว่าพรรคที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยจะไม่ได้เป็นรัฐบาลในสมัยนี้ แต่อย่างน้อยการได้เข้าไปเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของพรรคที่สนับสนุนทหาร ก็เป็นโอกาสดีที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลอย่างเป็นทางการก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่รอบนี้จะเห็นว่าการมาลงคะแนนเลือกตั้งลดน้อยลง อีกแง่หนึ่งคือพรรคเพื่อไทยยังได้คะแนนมาก ทำให้เห็นว่าอิทธิพลของ “ชินวัตร” (นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) ยังมีอยู่ แต่ส่วนหนึ่งที่คะแนนน้อยลงมาจากการส่ง ส.ส.ไม่ครบทุกเขต

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ยุทธศาสตร์คือเก็บจำนวนเสียงจากการส่งครบทุกพื้นที่ ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้คาดหวังสูงกับ ส.ส.เขต เพราะไม่มี ส.ส.เก่ามากเหมือนพรรคเพื่อไทย หรือพรรคพลังประชารัฐ แต่วิธีการวางกลยุทธ์ของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างดี

พรรคอนาคตใหม่พูดในสิ่งที่คนไทยหลายคนต้องการมานานและอาจจะไม่มีใครเคยพูด ส่วนหนึ่งของคะแนนไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่ยังมีกลุ่มที่ตอบรับกับนโยบายหรือวิธีคิดของพรรค หลายคนจึงมองว่านี่จะเป็นพรรคที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับการเมืองไทย

ขณะที่พรรคเก่ายังอยู่กับวิธีการเก่าๆ เดิมๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงไม่น่าแปลกใจกับวิธีการเดิม ที่ไม่ได้ยึดบนหลักการที่แท้จริงของพรรค

ในแง่หนึ่ง คะแนนของพรรคพลังประชารัฐอาจจะไม่ได้พุ่ง ถ้าคิดจากจำนวน ส.ส.เก่าที่มีอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งคือหลายคนยอมรับบทบาทของทหาร จึงไม่มีแรงต้านทหารเพียงอย่างเดียว อีกส่วนหนึ่งคือนโยบาย ที่ใช้อำนาจรัฐในการใช้ทรัพยากรของรัฐ เพื่อเอื้อต่อการหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และคนที่สนับสนุนก็อาจตัดสินใจเลือกพรรคอื่นจากการไม่มีจุดยืนของพรรคเอง ที่เน้นเรื่องการสร้างวาทกรรมในการให้ร้ายคู่แข่งทางการเมือง จึงไม่สามารถช่วยพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้เสียงจากฐานเดิมหรือจากคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะพยายามปรับกลยุทธ์มีกลุ่มนิวเดมเพื่อสู้กับพรรคอนาคตใหม่ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนความเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ เพราะยังอยู่ภายใต้กรอบหรือฐานอำนาจเดิม คนจึงคิดว่าไม่น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ตามหลักการควรจะเป็นพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เพราะได้ ส.ส.มากที่สุด แต่เมื่อดูตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 พรรคพลังประชารัฐก็น่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลและให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกฯได้ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจ ส.ส.เพียงอย่างเดียว แต่ยังมี ส.ว. 250 คน เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

และเป็นไปได้ยากที่ ส.ว.ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์จะไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐอาจจะมีศักยภาพในการรวมพรรคร่วมรัฐบาลได้ แม้จะไม่ได้เสียงข้างมาก เช่น การดึงพรรคภูมิใจไทย ก็มีแนวโน้มที่จะไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐสูง และยังมีพรรคประชาธิปัตย์ ที่มักเห็นกันว่ามีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ส่วนเสถียรภาพของรัฐบาลก็น่าจะมีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ง่ายนักในการที่จะเป็นรัฐบาล เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่หากเป็นฝ่ายค้านก็น่าจะเป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบ

ตอนนี้ต้องรอให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่โดยทั่วไปตามครรลองประชาธิปไตย หลังการเลือกตั้ง พรรคที่ได้ ส.ส.มากสุดควรจะมีโอกาสในการหาพรรคร่วมรัฐบาลก่อน แต่ตอนนี้จะเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐก็ประกาศชัดเจนว่าจะล็อบบี้ เพื่อที่จะให้ได้เสียงส่วนใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาล

ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะไม่ได้เสียงข้างมากในสภา แต่เมื่อมีการเลือกนายกฯ พรรคพลังประชารัฐก็น่าจะได้รับการเลือกจาก ส.ว. กระบวนการขณะนี้จึงเป็นการล็อบบี้หาพรรคร่วมรัฐบาลจากพรรคพลังประชารัฐ