ปฏิกิริยาในทางสังคมที่มีต่อบทบาทและการทำหน้าที่ของกกต.สะท้อนความต่อเนื่องไม่เพียงแต่จากรัฐประหาร หากที่สำคัญคือความต่อเนื่องของความขัดแย้งอันฝังลึก
หลายฝ่ายอาจยังตื่นตระหนกกับความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์กับชัยชนะที่พรรคอนาคตใหม่ได้มา
ขณะเดียวกัน คะแนนรวมและจำนวนส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยกับ พรรคพลังประชารัฐได้มาซึ่งคู่คี่และไล่เลี่ยกันเป็นอย่างมากเป็นการยืนยันถึงการปะทะและประจันหน้า
อำนาจรัฐยังอยู่ในมือของคสช. แต่ก็มีการท้าทายอย่างชนิด ตรงตัวจากฝ่ายที่คัดค้าน ต่อต้าน และไม่ต้องการเห็นการสืบทอด อำนาจของคสช.อย่างเด่นชัด
การยื้อระหว่าง 2 ฝ่ายจึงดำเนินต่อไปผ่านการจัดตั้งรัฐบาล
เหมือนกับว่าการอ้างความชอบธรรมที่แตกต่างกันระหว่างพรรค เพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐจะเป็นการยืนยันอำนาจของคสช. ผ่านพรรคพลังประชารัฐที่ยังกุมความเหนือกว่า
แต่หากดูจาก 1 ปริมาณส.ส.ของพรรคเพื่อไทย และ 1 ปริมาณ ส.ส.และคะแนนรวมของพันธมิตรพรรคเพื่อไทย
ความแข็งแกร่งของคสช.ก็เริ่มถูกท้าทาย
เพราะการเข้าสู่สนามเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรกับพรรคอนาคตใหม่ เป็นการเล่นภายใต้กฎกติกาที่คสช.เป็นผู้กำหนด
แต่เมื่อนับจำนวน ส.ส. นับคะแนนรวมอย่างที่เรียกว่าป้อบปูลาร์โหวตปีกนี้ก็ครองความเหนือกว่า
จึงก่อสภาวะละล้าละลังในทางการเมืองให้กับฝ่าย”กั๊ก”
หากประเมินว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ จัดตั้งรัฐบาลก็จะมีปัญหา กระนั้น ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล ก็มีปัญหาเหมือนกัน
พื้นฐานเช่นนี้จึงนำไปสู่สมมติฐานที่ไม่ยั่งยืนของรัฐบาล
ในความเป็นจริง ผลสะเทือนจากการเลือกตั้งเป็นไปในทางทอนอำนาจของคสช.ลงอย่างเป็นจังหวะก้าว สภาวะไม่เหมือนเดิมกำลังสำแดงบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ
แต่ละจุด แต่ละพื้นที่เริ่มถูกท้าทาย ลองของ
รูปธรรมสำคัญก็คือ สถานะของกกต.กำลังเข้าไปอยู่ในสถานะเดียวกันกับที่ป.ป.ช.ได้ประสบมาแล้ว
นี่ย่อมส่งแรงสะเทือนไปถึงสถานะของคสช.แน่นอน

