หน้าแรก การเมือง พท.ออกแถลงการ...

พท.ออกแถลงการณ์ วิพากษ์”ร่างรธน.”8 ข้อ

20.05.16 | 15:38 น.

หมายเหตุ : ความเห็นของพรรคเพื่อไทยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่จะได้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ และได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559

จากการติดตามและศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งในด้านกระบวนการยกร่าง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีที่มาและบทบัญญัติขัดต่อหลักการประชาธิปไตย โดยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นผลมาจากการรัฐประหาร ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างอย่างจำกัด ร่างรัฐธรรมนูญเป็นผลมาจากการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างอย่างจำกัดจึงขาดความชอบธรรมและรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริงเนื้อหาสำคัญหลายอย่างเป็นไปตามความต้องการของ คสช. มากกว่าความต้องการของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ การให้ คสช. คัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 244 คน ตามบทเฉพาะกาล 5 ปีแรก และมี ส.ว. โดยตำแหน่งอีก 6 คน จากผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ (มาตรา 269) รวมทั้งการตั้งคำถามพ่วงว่าจะให้อำนาจ ส.ว. ดังกล่าวร่วมกับ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่

2. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ลดสิทธิ ลดอำนาจ และลดทางเลือกของประชาชน ประชาชนเคยมีสิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ได้ทั้งหมดหรืออย่างน้อยก็มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ว. ทั้งหมด (รัฐธรรมนูญ 2540, 2550) แต่ร่างรัฐธรรมนูญกลับกำหนดให้ ส.ว. มาจาก

การเลือกกันเองระหว่างผู้สมัคร ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย (มาตรา 107) ทั้งที่ ส.ว. มีอำนาจมากมายหลายประการ เช่น การให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระ (มาตรา 204, 217)

Advertisement

ร่างรัฐธรรมนูญลดทางเลือกของประชาชน จากที่เคยมีสิทธิเลือก ส.ส. เขตแยกจากการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เป็นให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือก ส.ส.เขต และใช้คะแนนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขตไปคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค 2 ประชาชนที่ชอบผู้สมัครคนใดคนหนึ่งในเขตเลือกตั้งของตนแต่ไม่ชอบพรรคที่ผู้สมัครสังกัดเท่ากับถูกบังคับว่าจะเลือกคนที่รักแต่ได้พรรคที่ไม่ชอบ หรือจะเลือกพรรคที่ชอบแต่ได้คนที่ไม่รัก การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเช่นนี้มิได้สะท้อนเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน (มาตรา 91)

3. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ยังคงอำนาจหรือสืบทอดอำนาจของ คสช. อยู่ต่อไป แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติและประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญก็ยังคงรับรองให้ คสช. และหัวหน้า คสช. มีอำนาจอยู่ต่อไป โดยเฉพาะยังสามารถใช้อำนาจ ตามมาตรา 44

แห่งรัฐธรรมนูญ 2557 ได้ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า อำนาจดังกล่าวจะสืบทอดต่อไปในกรอบเวลาประมาณ 15 เดือน นับแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกาศใช้ (มาตรา 265, 26, 268)

บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงไร้ความหมาย เพราะหัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. สามารถใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการนอกจากนั้นร่างรัฐธรรมนูญยังวางกลไกเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. เข้ามา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.นั้น ผ่านการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนจนตกผลึกเป็นหลักการในรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ (มาตรา 88, 272 และการตั้งคำถามพ่วงเพื่อให้ ส.ว. ในช่วงบทเฉพาะกาล 5 ปี ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากการคัดเลือกของ คสช. ร่วมกับ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรีได้)

4. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มียุทธศาสตร์กำหนดไว้ล่วงหน้ายาวนาน ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งวางกรอบและเป้าหมายไว้ล่วงหน้ายาวนาน รัฐบาล คสช. และสภาปฏิรูปประเทศกล่าวถึงระยะเวลาตามยุทธศาสตร์ประเทศว่ายาวนานถึง 20 ปี นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีกฎหมายปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งต้องประกาศใช้ภายใน 120 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ อันเป็นที่เข้าใจว่าประกาศโดยรัฐบาล คสช. (มาตรา 259)

รัฐบาลในอนาคตจึงเป็นรัฐบาลที่นอกจากต้องทำตามกรอบที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วยังต้องทำตามแผนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นแนวคิดอันเกิดจากคณะบุคคลและองค์กรที่มาจากการยึดอำนาจ (มาตรา 65 มาตรา 162) รัฐบาลถูกจำกัดอำนาจและไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ตามนโยบายที่พรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลนำเสนอต่อประชาชนระหว่างการเลือกตั้ง

5.เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีที่มาจากประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปีได้อีกด้วย (มาตรา 219, 235 (1))

ในกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือในกรณีอื่น เช่น จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีอาจพ้นจากตำแหน่งได้โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (มาตรา 82,160, 170) ครม.อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป โดยข้อหาว่าเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายแต่ไม่ยับยั้ง โดยศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

ซึ่งในเวลาจำกัดเท่านี้เป็นไปได้อย่างไรที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีโอกาสฟังพยานหลักฐานต่างๆ อย่างครบถ้วนและผู้ถูกกล่าวหาจะมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตามหลักนิติธรรม ส่อให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นทางการเมือง เหมือนที่เคยได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ผ่านมา (มาตรา 144) องค์กรอิสระเองก็มีอำนาจตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมากมาย (มาตรา 231,234, 245) ในขณะที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระสามารถตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติและ

ฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวาง

ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินอกจากวุฒิสภาแทบไม่มีอำนาจตรวจสอบศาลและองค์กรอิสระเลยทั้งๆ ที่ในช่วงที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม กลไกการตรวจสอบองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระที่มีอยู่เป็นการตรวจสอบกันเองภายในองค์กรหรือระหว่างองค์กรอิสระด้วยกันเองกับองค์กรตุลาการเป็นหลัก

อนึ่งระบบเลือกตั้งใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญจงใจที่จะให้เกิดรัฐบาลผสม ซึ่งผลที่ตามมาคือจะเป็นรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ บริหารประเทศให้ได้ดียากมากเพราะถูกกำกับอย่างเข้มงวด ทั้งโดย ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ

6. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญได้รับรองให้ประกาศคำสั่ง และการกระทำของ คสช.หรือหัวหน้า คสช.ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะกระทำก่อนวัน

ประกาศใช้รัฐธรรมนูญหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแต่อยู่ในช่วงที่ คสช. ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย (มาตรา 265, 279) ดังนั้นแม้ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำดังกล่าวจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนรุนแรงเพียงใดก็ตามประชาชนก็ไม่อาจ โต้แย้งในทางใดๆ ได้เลย และ คสช. กับพวกไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำใดๆ ของพวกตนทั้งสิน

7. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจคณะบุคคลซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาโดยความเห็นชอบของประชาชนผูกขาดการวินิจฉัยประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี

ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานองค์กรอิสระซึ่งมี 5 องค์กร เพื่อวินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับ และต้องวินิจฉัยไป ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มาตรา 5)

บทบัญญัตินี้ให้อำนาจคณะบุคคลดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาโดยความเห็นชอบของประชาชนผูกขาดการวินิจฉัยว่าเกิดช่องว่างของรัฐธรรมนูญแล้วและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในเรื่องนี้เป็นอย่างไรซึ่งก็เป็น ช่องทางที่อาจนำไปสู่การตีความนอกเหนือจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังเช่นที่เคยมีความพยายามจะตีความให้ ส.ว. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบหรือความพยายามจะงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งมิใช่การอุดช่องว่างทางกฎหมายแต่อย่างใด การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เช่นนี้กลับจะเป็นการสร้างกลไกที่อาจถูกนำไปใช้เพื่อรองรับวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ถูกจงใจสร้างขึ้น เพื่อจะได้ใช้กลไกนี้ไปในวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

8. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่รับไปแล้วแทบจะแก้ไขไม่ได้เลย ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้จนแทบจะส่งผลให้แก้ไขไม่ได้เลย โดยกำหนดว่าต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และต้องมี ส.ส. ของพรรคการเมืองฝ่ายค้านเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต้องผ่านประชามติถ้าเป็นการแก้ไขในบางเรื่อง

ทั้งยังให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีกด้วย การกำหนดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยากยิ่ง เช่นนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตก็อาจทำไม่สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อประเทศและประชาชน เมื่อร่างรัฐธรรมนูญขาดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย เนื้อหาก็ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย การจัดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่างๆ ขาดดุลยภาพ การกำหนดให้องค์กรที่มิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีอำนาจเหนือองค์กรนิติบัญญัติหรือบริหาร เป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลอันมีที่มาจากประชาชนอ่อนแอ จึงเป็นสิ่งทีประชาชนเจ้าของประเทศควรจะพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนออกเสียงลงประชามติ