ช่างน่าเศร้าสลดใจไม่น้อยเลย เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์บ้านเมืองที่ประชาชนถูกฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามจนตายหมู่กลางท้องถนน
แล้วเมื่อรำลึกถึงเดือนพฤษภาคม จะพบว่าในเดือนนี้เดือนเดียว มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นถึง 2 เหตุการณ์
เดือนพฤษภาคม ปี 2535 และเดือนพฤษภาคม ปี 2553
ปี 2535 เป็นการชุมนุมประท้วงนายกรัฐมนตรีจากทหารที่เข้าสู่อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง ตระบัดสัตย์ จนสุดท้ายนายกฯดังกล่าวต้องลาออก
และนำมาสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำหนดให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น แต่ผ่านไป 24 ปี บ้านเมืองเรากำลังถอยหลัง
กลับไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้นายกฯมาจากคนนอกได้อีก
ส่วนปี 2553 เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ให้ประชาชนตัดสินใหม่ เพราะมองว่ารัฐบาลขณะนั้นมีที่มาแบบลึกลับซับซ้อน
โดยความรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม จึงสิ้นสุด
โดย ศอฉ.ส่งกองกำลังเข้ายึดคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมได้หมดสิ้น รวมแล้วมีคนตายถึง 99 ศพ
มีบางแง่มุมของเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 2535 ที่มีการนำมาถกเถียงกันเพื่อหาข้อสรุปใหม่ๆ บางประการ
โดยมองกันว่าข้อสรุปบางอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ปี 2535 น่าจะผิดพลาดไปไม่น้อยเลย
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าว มาจากการรัฐประหาร 24 กุมภาพันธ์ 2534 โดยคณะ รสช.
ด้วยข้ออ้างที่ว่ารัฐบาล ชาติชาย ชุณหะวัณ มีพฤติกรรมโกงกินมโหฬาร เป็นบุฟเฟต์คาบิเนต
หากศึกษาข้อมูลในประเด็นนี้จะพบว่า ข้ออ้างเรื่องรัฐบาลเลือกตั้งโกงกินคอร์รัปชั่น มักนำมาใช้กันเสมอเมื่อจะมีการหยุดประชาธิปไตย
แกนนำม็อบนกหวีดคงเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ดังกล่าว เลยนำมาใช้อย่างได้ผลอีกครั้งเมื่อ 2 ปีก่อน
ทั้งที่ความจริงแล้ว การรัฐประหารล้มรัฐบาลชาติชาย มาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพขณะนั้นในเรื่องการล้มคดีลอบสังหาร
และการตั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ซึ่งเผชิญหน้ากับแกนนำกองทัพโดยตรง
ความจริง มีนักคิดฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวเอาไว้ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2534 แล้วว่า ถ้ารัฐบาลนักการเมืองชั่วร้ายเลวทรามจริง
ก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้อำนาจในมือประชาชน ผ่านการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
เพราะการใช้รัฐประหารล้มรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น คือการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง และเป็นการทำลายอำนาจในมือประชาชนไปด้วย
ผลจากการรัฐประหารของ รสช.ดังกล่าว ได้ก่อชนวนการลุกฮือของประชาชน เมื่อผู้นำคณะปฏิวัติเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง จนสุดท้ายต้องยอมลาออก
ทำให้ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย คือผู้จะได้เป็นนายกฯคนต่อไป
โดยเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 2 อันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
แต่มาเกิดเหตุการณ์พลิกผันครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อประธานรัฐสภา เปลี่ยนชื่อจากหัวหน้าพรรคการเมืองในระบอบรัฐสภา
มาเป็น นายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นคนนอก และเป็นที่ได้รับความเชื่อถือในวงกว้าง
เชื่อว่าเป็นการตัดสินใจในท่ามกลางวิกฤตที่ต่อเนื่องจากเหตุการณ์สังหารประชาชนพฤษภาทมิฬ โดยจำเป็นต้องให้บุคคลที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับเข้ามาคลี่คลายปัญหา
แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้วมานั่งทบทวนกันใหม่ จะได้ข้อสรุปที่ต้องตอกย้ำไม่ให้เกิดอีก
1.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจประชาชน จะเป็นการรักษาระบบ และพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ
2.การเลือกเอาคนนอกแทนนักการเมืองที่มาตามระบอบรัฐสภาเพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
คือกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอันควรยกย่องสนับสนุนหรือไม่

