การออกโรงของโฆษกคสช. การออกโรงของผบ.เหล่าทัพ ต่อการเลือกตั้ง ต่อการจัดตั้งรัฐบาล กำลังถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติในทางการเมือง
นี่คือข้อเปรียบในทางยุคสมัยอันมากด้วยความละเอียดอ่อน อย่างเป็นพิเศษ
หากเป็นในยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ที่เรียกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ภาพที่ พล.ท.สุนทร คงสมพงษ์ ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษนำทหารเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์
เป็นเรื่องที่คุ้นตาและมิได้แปลกแต่อย่างใด
แต่เมื่ออยู่ในยุคของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 การออกโรงของคสช. การออกโรงของผบ.เหล่าทัพกลับถูกจับตามอง
จับตามองว่าเป็นการส่งสัญญาณบางสัญญาณการเมือง
เช่นเดียวกับการที่พรรคการเมืองจะจับกลุ่มจัดกระบวนทัพภายหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าเมื่อเดือนสิงหาคม 2531 ไม่ว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2538 เป็นเรื่องเจนตา
เพราะผลการเลือกตั้งที่ปรากฏออกมาแม้ไม่เป็นทางการแต่ก็มีความแจ่มชัด
เดือนกรกฎาคม 2538 พรรคประชาธิปัตย์ก็เปิดทางให้พรรคชาติไทย เดือนพฤศจิกายน 2539 พรรคประชาธิปัตย์ก็เปิดทางให้พรรคความหวังใหม่
แม้ความแตกต่างจะฉายชี้เพียง 2 หรือ 3 ที่นั่งก็ตาม
การเกิดขึ้นของ”ปฏิญญา แลงคาสเตอร์”จากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่รวมเป็นพันธมิตร 6 พรรคก็เป็นเรื่องธรรมดาอย่างปกติยิ่งในทางการเมือง
แต่เมื่อเห็นความหงุดหงิดจากพรรคพลังประชารัฐ ประสานเข้ากับการออกโรงของคสช. การออกโรงของผบ.เหล่าทัพ
สัญญาณในลักษณะ”อ-ปรกติ”จึงเป็นเรื่องแปลก
พลันที่ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมมาสัญญาณหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ สถานะของคสช.แตกต่างไปจากในห้วงหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อย่างสิ้นเชิง
ฤดูกาลเปลี่ยนไปแล้ว เสื้อผ้าอาภรณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่เพียงแต่ “นักการเมือง”จะต้องปรับตัวรับกับสภาพการณ์ใหม่อย่างรู้เท่าทัน หากแต่คสช.และผบ.เหล่าทัพก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน
ปรับตัวให้สอดรับกับยุคแห่งการปฏิรูปก่อน หลังเลือกตั้ง

