รายงาน : มองอดีต ส่องอนาคต ทิศทางหลังเลือกตั้ง‘24มีนาฯ’

30.03.19 | 13:00 น.

หมายเหตุคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ร่วมกับโครงการตำรา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดงานเสวนา “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม” เมื่อวันที่ 29 มีนาคม

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปกติทหารเมื่อยึดอำนาจ จะเสพติดอำนาจ แล้วก็ใช้กระบวนการเลือกตั้ง ใช้ประชาธิปไตยเป็นเสื้อคลุมเพื่ออยู่ต่อไป อย่างจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อยึดอำนาจปี 2490 ทำรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2495 มีการเลือกตั้งปี 2500 ปรากฏว่า พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป.ชนะขาดลอย อยู่ได้ 7 เดือน ถูกจอมพล สฤษดิ์
ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ตายปี 2506 จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ขึ้นมาแทนถึงปี 2511 มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งปี 2512 จอมพลถนอมเหมือนจอมพล ป. ตั้งพรรคสหประชาไท ชนะเลือกตั้งตามคาด อยู่ต่อ 2 ปี ถึงปี 2514 แต่ก็คุมสภาไม่ได้ จึงรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง นำมาซึ่งเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ต่อมามีการยึดอำนาจในปี 2534 และปี 2535 มีเลือกตั้ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้เป็นายกฯ 47 วัน จนเกิดเหตุการณ์พฤษภา’35 เมื่อมองตามประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย เพราะเราไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์

แต่ก็ไม่อยากให้อยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ ตอนนี้นักวิชาการหลายคนกำลังกลัว ปีศาจของอำนาจนิยมเผด็จการที่กำลังหลอกหลอนมนุษย์โลกนี้อยู่ จะทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่สิ่งที่เป็นประชาธิปไตย หรือยุคสมัยของเสรีภาพที่ดีกว่านี้ ได้ยากมาก

Advertisement

เมื่อปี 2500 ที่เรียกกันว่าเลือกตั้งสกปรก เลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจเป็นแบบนั้น เป็นการเลือกตั้งไม่สะอาด โอกาสไม่ชอบมาพากลก็มีสูง ก่อนเลือกตั้งผมไม่คิดว่า พรรคทหารจะได้เยอะ แต่เมื่อดูประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าเป็นแบบนี้ เพราะทหารคุมกลไกรัฐทั้งหมด จึงเห็นจอมพล ป. จอมพลถนอม พล.อ.สุจินดา ชนะการเลือกตั้ง แต่คำถามคือ จะอยู่ต่อได้หรือไม่


ดุลยภาค ปรีชารัชช
อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1.หากดูสนามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทยไต่ระดับขึ้นมาเหมือนกัน แม้จะมีการถกเถียงกันเรื่องความโปร่งใสอยู่ก็ตาม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยภายใต้ชนชั้นนำทหาร แต่ผมเชื่อว่าเป็นความก้าวหน้าที่ทำให้รัฐไทยก้าวสู่ความเป็นรัฐกึ่งประชาธิปไตย เผด็จการปรับตัวใช้การเลือกตั้งต่ออายุ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) คะแนนไม่ได้ขี้เหร่ แม้รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพมากเหมือนรัฐบาล คสช.ก็ตาม

2.รูปแบบรัฐไทย จะมีการกระจายอำนาจหรือไม่ เพราะปัจจุบันเราเป็นรัฐเดี่ยวรวมศูนย์อยู่ 3.ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย แต่กลับมีแนวโน้มหลายอย่างที่ทำให้เห็นรัฐบาลผสม แต่ละข้างไม่มีพลังอำนาจมากกว่ากันเลย ยันอำนาจกันอยู่ การเมืองไทยหลังจากนี้คงต้องดูว่ารัฐบาลผสมมีข้อดีข้อเสียอย่างไร รูปร่างหน้าตาจะเป็นอย่างไรภายใต้ระบอบรัฐสภา อำนาจของนายกฯในรัฐบาลผสมที่มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีอำนาจอาจจะไม่มาก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความปรองดองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น พปชร. มีบทบาทมาก แต่อีกข้างไม่ยอม แรงๆ ทั้งคู่มาเจอกันในการดีเบตในสภาการปะทะกันแรงๆ ก็เกิดขึ้น แต่หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแรงขณะที่อีกฝ่ายประนีประนอม ฝ่ายประนีประนอมจะแพ้ทันที

4.การมีอำนาจของทหารในการเมืองไทย เมื่อมีการเลือกตั้ง คสช. ต้องสลายตัวไปไม่มากก็น้อย จะทำให้บทบาทของทหารเปลี่ยนไป การคานอำนาจ คสช.ไปสู่รัฐมนตรีที่มาจากการต่อรองอำนาจจะสมูทแค่ไหน แต่ผมคิดว่าจะสมูทพอสมควรเพราะมียุทธศาสตร์ชาติกำกับอยู่ 5.ก่อนการเเลือกตั้งทหารค่อนข้างมีบทบาท แล้วหลังการเลือกตั้งดีกรีของพลเรือนกับกองทัพจะเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเปลี่ยน เพราะ สนช.จะถูกแทนด้วย ส.ส. และรัฐมนตรีต่างๆ จะถูกแทนด้วยรัฐมนตรีที่มาจากการต่อรองอำนาจ ทั้งนี้ เราเดินมาถึงทุกวันนี้ เราต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้ทหารจะล้มเหลวบ้าง แต่ก็ส่งผ่านมรดกบางอย่างมา

เราอยู่บนทางสองแพร่ง คือ ประชาธิปไตยที่ปราศจากระเบียบเรียกว่า อนาธิปไตย แต่ระเบียบที่ไม่มีประชาธิปไตยเรียกว่า เผด็จการ โจทย์คือจะทำอย่างไรให้สองสมการนี้มีความสมดุลกัน ถ้าจะมองหารัฐพึงปรารถนาเป็นโมเดลสำหรับรัฐไทยคือ เดนมาร์ก ที่มี 3 เสาหลักค้ำยันระเบียบการเมืองคือ 1.การสร้างรัฐ สร้างสถาบันทางการเมือง ต้องแข็งแกร่ง 2.นิติรัฐนิติธรรม กฎต้องมีความชอบธรรมทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และ 3.ความโปร่งใส ซึ่งจะก่อให้เกิดความชอบธรรม เพราะตรวจสอบได้ เดนมาร์กทำแบบนี้ แม้จะต่างเวลาและพื้นที่กับรัฐไทย แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งเมื่ออยู่ในเอเเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องดูบริบท บทเรียนและความล้มเหลวที่ผ่านมาประกอบกันไปด้วย


เวียงรัฐ เนติโพธิ์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

เชื่อว่ากลไกการเซตซีโร่ของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยสำเร็จแล้ว ถ้าไม่ย้อนสังคมไทยไปไกลก่อนยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ก็จะอยู่ในช่วง พ.ศ.2531 หรือถอยหลังอย่างน้อย 30 ปี ไปก่อนพฤษภาทมิฬ ที่มีการวิ่งเต้นการจัดตั้งรัฐบาล จะมีงูเห่า ซึ่งเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยได้เห็น แต่สังคมไทยตอนนี้ก็เปลี่ยนไปจาก 30 ปีที่ผ่านมามากแล้ว มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้สังคมไทยเกิด 3 หายนะขึ้น คือ 1.สถาบันทางการเมือง จากกรณีบัตรเขย่ง ภาพที่เห็นผู้บัญชาการเหล่าทัพเรียงแถวยืน บอกให้เชื่อมั่น กกต. สะท้อนแล้วว่า กกต.สถาบันที่เป็นกลาง ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ทั้งไม่มีเครื่องคิดเลข ทำตัวเลขหาย ทำตัวเลขเพิ่ม จะส่งผลให้จำนวน ส.ส.ในรัฐสภา ถูกสลายความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งไป

2.การเคลื่อนไหวทางสังคม การเมืองว่าด้วยวาทกรรม เมื่อการเมืองในเชิงสถาบันอ่อนแอ การเคลื่อนไหวทางสังคมจะเข้มแข็ง การเมืองที่ผ่านมากลายเป็นละครหลังข่าว กลายเป็นเรื่องตบตีกัน จนถูกโยกออกมาจากเสียงข้างมากในรัฐสภา เป็นการเมืองบนถนนใช้วาทกรรมโจมตีกัน คำว่าเผาบ้านเผาเมือง ล้มเจ้า ยังมีผล การเมืองก่อนปี 2557 ไม่ได้ใช้สถาบันทางการเมืองเลย ครั้งนี้โซเชียลมีเดียมีผลมาก คลื่นลูกที่หนึ่งของคนใช้โซเชียลที่เชื่อถืออีเมล์และไลน์กลุ่ม จะเลือกพรรค พปชร. คลื่นลูกที่สอง คือผู้ใช้ทวิตเตอร์ ออกจากฟรีทีวีและหนังสือพิมพ์ที่กำลังตาย จะใช้การสื่อสารช่องทางนี้มาเคลื่อนไหวโต้กลับ ซึ่งต้องดูว่าพลังฝ่ายไหนจะมากกว่ากัน แต่การใช้วาทกรรมในโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องอ่อนไหว อาจกลายเป็นเครื่องมือได้ง่าย ต้องระวัง

3.การเมืองระดับชนบทนอกกรุงเทพฯ พบว่าพื้นที่ชนบทในภาคอีสาน เกิดการแจกเงินกันอย่างโจ๋งครึ่ม ใช้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ก่อนปี 2540 ทำอย่างไม่สนใบเหลือง ใบแดง ไม่กลัวคู่แข่งฟ้อง กกต. ทำได้เพราะกลไกข้าราชการไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ พลังดูดยุคนี้ ไม่ใช่ซื้อกันด้วยเก้าอีรัฐมนตรี ถ้าใครถูกดูดแล้วไม่มา คดีความของคุณจะถูกดำเนินอย่างรวดเร็ว พ่วงไปกับบัตรคนจน เบี้ยคนชรา ก็พาคนเข้ามาสู่ระบบอุปถัมภ์อีก

หายนะเหล่านี้ ความหวังที่มีคือพรรคการเมือง แม้พรรคเพื่อไทยวันนี้พ่ายแพ้ สื่อสารการเมืองผิดพลาด แต่พรรคเพื่อไทยก็พยายามเป็นสถาบันทางการเมืองมากที่สุด เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ พวกเราจึงควรสนับสนุนพรรคการเมืองในการต่อสู้ ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้เงื่อนไขโซเชียลมีดีย ในการสร้างวาทกรรม และการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้น ก็ต้องสร้างพรรคให้เป็นสถาบันพร้อมกันไปด้วย ซึ่งตรงนี้เรายังไม่ได้เห็น การระดมมวลชนจากอนาคตใหม่ ซึ่งหากว่าที่ ส.ส.ถูกซื้อไปสักคนหนึ่ง ก็อาจทำให้เกิดความผิดหวังจนเสียระบบได้ ดังนั้น ต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน เข้าถึงคนชนบทให้ได้ เพื่อให้ใกล้เคียงกับบริบทตอนปี 2540 ให้ได้ โดยมีปัจจัยสำคัญคือการกระจายอำนาจ

นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก

เริ่มจากประเมินผลการเลือกตั้ง ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่แม้จะได้ ส.ส.อันดับหนึ่ง แต่แพ้เพราะเป็นการแพ้ตัวเอง จากที่เคยได้คะแนน 15 ล้านเสียง ครั้งนี้เหลือ 7 ล้านกว่าเสียง ยุทธการณ์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยไม่เวิร์ก เพราะถูกสกัดไปก่อนเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้กลุ่มอนุรักษนิยมกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนใจลุกออกไปโหวต พรรคตระกูลเพื่อก็วางแคมเปญผิดพลาด ไม่ชัดเจนหลังจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบไป จึงได้คะแนนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยกว่าที่คาด ไม่ทำลายสถิติในประวัติศาสตร์ แต่คนเจนวายออกมาเยอะ ดูจากคะแนนอนาคตใหม่

ส่วนเจนเบบี้บูมเมอร์ออกมาน้อย ดูจากคะแนนพรรคเพื่อไทย ซึ่งพลาดที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งควรต้องอยู่ตลอดแคมเปญ กลับมาแค่ช่วงแรกกับช่วงหลัง ช่วงกลางหายไปนาน จึงทำให้คนกลางๆ ที่กลัวนายทักษิณ ซึ่งเห็นนายชัชชาติแล้วจะไม่เป็น แต่เห็นคุณหญิงสุดารัตน์แล้วจะเป็นอีกแบบ ทำให้การตัดสินใจของคนแบบกลางๆ ไม่เลือกเพื่อไทย แคมเปญพรรคเพื่อไทยกร่อยที่สุดตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ส.ส.เพื่อไทยที่ชนะแบบแบ่งเขตถือว่ามีฝีมือจริง กระแสของพรรค พท.ช่วยได้น้อยมาก

ชัยชนะของอนาคตใหม่ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชั่วชีวิตของดิฉันไม่เคยเห็นพรรคการเมืองที่เพิ่งตั้ง ทำทุกอย่างใหม่หมด แล้วได้ ส.ส.เกือบ 100 คน จริงอยู่ ส่วนหนึ่งได้รับส้มหล่น
จากพรรค ทษช.ที่ถูกยุบ แต่ตามทฤษฎีตลาดทางการเมืองแล้ว อนาคตใหม่มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น
ผู้สมัคร ส.ส.เขตใหม่หมด แต่คนกาให้ เพราะนโยบายใหม่มาก จะรื้อถอนผลพวงของการรัฐประหาร ถือว่ามีความกล้ามาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จริงๆ แล้วไม่ได้หล่อ คำว่าฟ้ารักพ่อ หมายถึงวัยรุ่นมองนายธนาธรเป็นไอดอล เป็นคนที่เข้าใจเจนวายจริงๆ จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง

นี่คือสิ่งที่คนรุ่นเก่าพลาด สบประมาทและดูถูกคนรุ่นใหม่ว่าพวกนี้คือ นักเลงคีย์บอร์ด ทำตามกระแส ไม่ออกไปเลือกตั้งหรอก สุดท้ายได้ 80 กว่าที่นั่ง ซึ่งโซเชียลทำให้เห็นแล้วว่ามีผลต่อการเลือกตั้ง และจะทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล แม้ในอนาคตคงจะเป็นรัฐบาลลุงตู่ต่อไป แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง จากการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคคนรุ่นใหม่แจ้งเกิดทางการเมืองแล้ว ซึ่งพวกเขาจะสร้างพื้นที่ทางการเมืองนี้ต่อไป

ส่วนชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้น เกิดจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ทำให้พรรค ทษช.ถูกยุบ ในภาคอีสานถูกทำให้แตกจากบัตรคนจนที่แจกกันถ้วนทั่ว และปรากฏการณ์คืนวันที่ 23 มีนาคม ช่วยส่งพรรค พปชร. และแคมเปญโค้งสุดท้ายที่ระบุว่า เลือกความสงบจบที่ลงตู่ ถือว่าโดน และดีที่สุดของพรรค พปชร.
หลังเลือกตั้งจะเกิดการสกัดนายธนาธร และอนาคตใหม่ ที่มีทั้งคดีอาญา และนักร้องที่คอยร้องยุบพรรค ก็ทำให้มีโอกาสถูกยุบ ซึ่งจะมีผลกับคนรุ่นใหม่มาก หากนิ่งเฉยก็หมดกัน จากนี้จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม จะมี ส.ส.ถูกสอยไปเรื่อยๆ เพื่อให้เท่ากันหรือสูงกว่า ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง จะเกิดปรากฏการณ์งูเขียวมากมาย รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำ ทำให้การลงมติกฎหมายแต่ละครั้ง ห้องน้ำในสภาจะคลาคล่ำไปด้วย ส.ส.จะเกิดการต่อรองกันมากมาย

ส่วนข้อสังเกตจากการเลือกตั้งหลายด้าน โดยเฉพาะบัตรเกินจำนวนมากนั้น ก็ต้องดูว่า จะตอบนานาชาติอย่างไร ต้องใช้การนำโลกล้อมไทยมาช่วย เพราะต่างชาติไม่เชื่อมั่นการเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเห็นจากการออกมาทวงถามทันที เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชะงักการรวมคะแนน ส่วนบัตรเสียจำนวนมาก เกิน 2 ล้านใบนั้น ก็ไม่ได้ทำให้เรามั่นใจผลการเลือกตั้งได้เลย ทางรอดของไทยคือ ต้องให้ต่างชาติเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่ควรทำแต่เป็นไปไม่ได้เลย คือ นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ