หากการสกัดมิให้นิสิต นักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ล่ารายชื่อ เพื่อถอดถอนกกต.กรณีจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม
เกิดขึ้นในยุค “อะนาล็อก” การสกัดขัดขวางก็คงจะทำได้โดยราบรื่นภายในแต่ละพื้นที่
แต่เมื่ออยู่ในยุค “ดิจิทัล” ที่ห้ามก็กลับกลายเป็นเหมือนยุ
เพราะเพียง 5 นาทีภายหลังเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปดำเนินการโดยความเห็นชอบของผู้บริหารแต่ละมหาวิทยาลัยข่าวก็ปลิวว่อน
มิได้ปลิวว่อนภายในของแต่ละมหาวิทยาลัยหากแต่ปลิวว่อนไปทั่วประเทศและทั่วโลก
นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน
สภาพที่ปรากฏในขณะนี้ไม่เพียงแต่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เพียงแต่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เพียงแต่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น
หากยังมีการเคลื่อนไหวออกไปนอกมหาวิทยาลัยโดยการประสานระหว่างนักเคลื่อนไหวรุ่นก่อนกับรุ่นปัจจุบัน
กลายเป็นกระแสถอดถอนกกต.ที่มีลักษณะทั่วประเทศ
ชั่วเวลาหลังจากวันที่ 24 มีนาคมเพียงไม่กี่วันสามารถระดมคนที่มีความเห็นร่วมมากกว่า 7 แสน และเป้าหมาย 1 ล้านที่กำหนดไว้น่าจะได้ภายในวันที่ 1 เมษายน
นี่คือการเคลื่อนไหวที่มีนิสิตนักศึกษาเป็นจุดเริ่มต้น เท่ากับการจัดการเลือกตั้งของกกต.มีส่วนในการปลุกสำนึกทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาให้หวนกลับมาอีกครั้ง
เหมือนกับที่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเคยร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อเดือนมีนาคม 2500
จุดเริ่มมาจากความคลางแคลงใจต่อ “การเลือกตั้ง”
ไม่มีใครคาดหมายได้ว่าการตื่นของนิสิตนักศึกษาจากความคลางแคลงใจต่อการจัดการเลือกตั้งของกกต.ครั้งนี้จะพัฒนาเติบใหญ่ไปอย่างไร
เพราะจุดเริ่ม คือ เป็นการเลือกตั้ง “อะนาล็อก” ในยุค “ดิจิตัล”
นี่มิได้เป็นปัญหาที่กกต.จะต้องรับผิดชอบ ตรงกันข้าม ในที่สุดแล้วนี่จะเป็นปัญหาของรัฐบาล
และคสช.โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องจัดการ

