พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ กางทิศทางพรรค1เสียง ตั้งรบ.?

หมายเหตุ – พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย (พพชท.) ในฐานะแกนนำกลุ่มพรรค 1 เสียง ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนและทิศทางทางการเมืองของพรรค พพชท. หลังทราบผลการนับคะแนน 100% ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างไม่เป็นทางการ

ผลการเลือกตั้งของพรรค พพชท. หลัง กกต.นับคะแนนการเลือกตั้ง 100% อย่างไม่เป็นทางการ

ภายหลังได้รับการรายงานผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ 100% จากสำนักงาน กกต.ทั่วประเทศ ว่า คะแนนภายหลังนับคะแนน 100% ของ กกต. พรรค พพชท.ได้ 73,869 คะแนน เมื่อนำมาคำนวณเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะได้เท่ากับ 1 เสียง

แม้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผม เพราะส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบเขต 324 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 77 คน และหวังว่าจะได้จำนวน ส.ส.มากกว่านี้ เนื่องจากก่อนการเลือกตั้งคิดว่านโยบายที่ได้หาเสียงไปจะถูกใจประชาชน คือ การ หาเงินมาก่อน ทำนโยบายŽ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ หากทำไม่ได้เท่ากับหลอกลวงประชาชน ดังนั้น นโยบายทุกข้อนำมาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงและทำได้จริง ซึ่งประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือมีเงินและรู้วิธีการทำ

พรรค พพชท.จึงได้ข้อสรุปว่าต้องหาเงินมาก่อน โดยรวบรวมไว้ทั้งหมด 5 วิธีการ ปีละ 18 ล้านล้านบาท มั่นใจทุกข้อของนโยบายสามารถทำได้จริง ไม่ใช่นโยบายแบบประชานิยมที่สอนให้แบมือขอ แต่เป็นรัฐสวัสดิการที่สอนให้คนไทยทุกคนต้องทำงานและพึ่งพาตนเองได้ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งที่ออกมาพรรค พพชท.ได้รับคะแนนเสียงมาเพียง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 เสียง ก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะเมื่อเป็นพรรคการเมืองแล้วมาลงรับสมัครเลือกตั้งตามกติกา เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้วในฐานะนักการเมืองก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง

อีกทั้งผลการเลือกตั้งที่ได้มาเพียง 1 เสียง จากการประเมินคาดว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากความเป็นพรรคใหม่ อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชน และอีกประเด็นหนึ่งอาจมาจากการสื่อสารของพรรค พพชท.ที่ยังไม่ดีพอ ทำให้การรับรู้ต่อนโยบายและผู้สมัครของพรรคยังไม่ดีเท่าที่ควร

 ในฐานะหัวหน้าพรรค พพชท.และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 วางจุดยืนทางการเมืองในการร่วมเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอย่างไร

ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ด้วยบัตรใบเดียว ทุกคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ ทำให้มีพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 เสียง มีเพิ่มขึ้นมาถึง 13 พรรค ซึ่งพรรคที่ได้ 1 เสียง หากมาจับกลุ่มรวมตัวกันจะถือว่าเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักและมีนัยยะชี้ขาดผลการจัดตั้งรัฐบาลได้เหมือนกัน ทั้งนี้ เท่าที่ได้พูดคุยกับพี่ๆ น้องๆ ตัวแทนพรรคที่ได้ 1 เสียง ทุกคนต่างมอบหมายให้ผมเป็นแกนนำของกลุ่มพรรค 1 เสียง

เท่าที่มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ทุกคนรับทราบตรงกันว่าจะต้องเลือกฝ่ายที่จะทำให้บ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะหลังจากทราบผลการเลือกตั้งก็ยอมรับว่ามีทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โทรศัพท์มาสอบถามและชักชวนให้มาร่วมรัฐบาลด้วย โดยพรรค พท.บอกว่าจะดูแลให้

แต่ที่คุยกันในส่วนของกลุ่มพรรคที่ได้ 1 เสียงตอนนี้มีอยู่ 9-10 พรรคที่เห็นตรงกันว่าจะเลือกร่วมงานกับพรรคที่สามารถนำพาประเทศชาติให้เดินหน้าต่อไปได้ ส่วนพรรคพลังปวงชนไทยเท่าที่ทราบได้ไปร่วมลงสัตยาบันสนับสนุนพรรค พท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

อีกทั้งต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบมาให้รัฐบาลเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ให้หลายๆ พรรคมาร่วมกันทำงาน อีกทั้งยังให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ พรรคที่จะมาร่วมโหวตนายกฯจึงต้องพิจารณาในประเด็นอำนาจของ ส.ว.ด้วย

แม้ในเวลานี้เท่าที่ดูการรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลของทุกฝ่ายภายหลัง กกต.เปิดเผยผลการนับคะแนน 100% ออกมาแล้ว เท่าที่คำนวณดูพบว่าทางฝ่ายพรรค พท.และพรรคแนวร่วมจะมีเสียงอยู่ที่ประมาณ 246 เสียง ขณะที่ฝั่งของพรรค พปชร.จะอยู่ที่ประมาณ 256 เสียง ซึ่งเสียงมีจำนวนสูสีกันมาก

กลุ่มพรรคหนึ่งเสียงมีข้อต่อรองกับแกนนำพรรคใหญ่ที่ชวนเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

ต้องยอมรับว่าด้วยศักยภาพของพรรคขนาด 1 เสียง ในทางการเมืองคงจะไม่สามารถไปต่อรองอะไรได้ แม้ว่ากลุ่มพรรค 1 เสียงจะรวมตัวกันได้ แต่ก็ต้องมีมารยาทให้พรรคที่มีเสียงมากได้เป็นผู้บริหารในแต่ละกระทรวง แต่ในฐานะพรรคขนาด 1 เสียงอยากเสนอให้นำนโยบายที่สำคัญๆ ของพรรคเล็กให้กับพรรคใหญ่นำไปขับเคลื่อนด้วย หากนโยบายใดมีเนื้อหาสาระที่คล้ายๆ กัน อย่างเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน สามารถทำไปพร้อมๆ กันได้

ในส่วนของพรรค พพชท.มีนโยบายที่อยากจะขับเคลื่อนคือ การขุดคลองไทย (Thai Canal) ที่จะช่วยสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท/ปี ซึ่งผ่านการศึกษามาแล้วว่าไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อความมั่นคงประเทศ โดยจะขุดแนวทางเส้น 9A พาดผ่าน จ.กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ให้เป็นเส้นทางลัดการเดินเรือของโลกและเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลกที่หลายประเทศพร้อมลงทุน 100% จะเกิดการจ้างงานกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ เศรษฐกิจหมุนเวียนและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงและแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

อีกทั้งส่วนตัวผมไม่ชอบทำการเมืองเป็นกลุ่ม เป็นก๊ก เป็นมุ้ง เพื่อต่อรองทางการเมือง อยากให้ทำการเมืองที่มุ่งเน้นเพื่อประเทศชาติมากกว่า ในส่วนของพรรค 1 เสียง ขอเป็นแค่ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำข้อเสนอและปัญหาของประชาชนมาแก้ไขให้เกิดผลสำเร็จก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พวกเราพอใจแล้ว

เมื่อเสียงของทั้งสองฝ่ายยังสูสีกันจะมีปัญหาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่

เชื่อว่าภายหลังการพูดคุยและทำความเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกพรรคที่เข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าจะสามารถโหวตเลือกนายกฯได้ มั่นใจว่าจะมีเสียงเพียงพอในการโหวตเลือกนายกฯ มั่นใจว่าหลังวันที่ 9 พฤษภาคม หลังจากที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เสียงของทุกพรรคจะมีความชัดเจน และจะส่งผลต่อความชัดเจนในการโหวตเลือกนายกฯด้วยว่าฝ่ายใดจะสามารถโหวตเลือกนายกฯได้

ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าแม้เสียงของทั้งสองฝ่ายยังดูสูสีกัน แต่มั่นใจว่าฝ่ายที่โหวตเลือกนายกฯได้จะสามารถรวมเสียงให้บริหารงานได้ หากทุกฝ่ายมองถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติร่วมกัน

หลังการโหวตเลือกนายกฯ มองว่ารัฐบาลจะมีอายุยาวหรือสั้นเพียงใด

ส่วนตัวผมยังเชื่อว่ารัฐบาลหลังการโหวตเลือกนายกฯได้แล้วจะสามารถบริหารงานได้ แม้ว่าเสียงของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจะมีความสูสีกันมาก แต่ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะชี้ขาดให้รัฐบาลอยู่สั้นหรือยาว คือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น หากรัฐบาลบริหารงานไปได้ด้วยดี ไม่มีข้อครหาในเรื่องทุจริต หรือเกิดข้อผิดพลาดทำให้ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ได้ถึงครบเทอม ทั้งหมดทั้งมวลจึงอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลที่จะมาร่วมมือกันทำงาน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กโจ๊ก’ สนธิกำลังตร.ชลบุรี รวบผู้ต้องหาแดนปลาดิบ ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์
บทความถัดไป“ศูนย์ข้อมูลฯ”เผยQ1ปีนี้ผู้ประกอบการอัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมระบายสต๊อกก่อนแอลทีวีใช้1เม.ย.