เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิตและอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(เอไอที) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงอภินิหารของ “นิติคณิตบริกร” โดยอธิบายถึงวิธีการคิดคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์โดยอ้างอิงจากเอกสารการชี้แจงของ กกต. ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 พร้อมกันนั้นตบท้ายว่า
สรุป กับดักของ นิติคณิตบริกร ที่เรานึกไม่ถึง คือ การสร้างกลไกให้สภามีพรรคเล็กๆ จำนวนมาก คนส่วนใหญ่จะคิดว่าต้องตัดพรรคที่ได้ “ส.ส.พึงมี” ต่ำกว่า 1 ทิ้งไปก่อน (เพราะไม่ Qualified แล้ว) แล้วถึงนำพรรคที่มี ส.ส.พึงมีมากกว่า 1 ทั้งหมด มาปรับทศนิยมให้เป็นตัวเลขกลมๆ แบบนี้ ก็จะไม่มีการ “เบียดบัง” เสียงไปให้กับพรรคที่คะแนนดิบไม่พอสำหรับ 1 เสียง
เราต้องช่วยกันเข้าใจ และดูท่าทีของ กกต. ว่าจะประกาศออกมาอย่างไร ให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับได้
…
ทั้งนี้โดยมีรายละเอียด ดังนี้
อภินิหารของ “นิติคณิตบริกร”
29 มีนาคม 2019
เรากำลังจะเห็นผลการเลือกตั้ง ที่จะได้พรรคเล็กที่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน เป็นจำนวนมาก เพราะกติกาในการคำนวณเขาออกแบบไว้อย่างนั้น ถือเป็น “อภินิหารของนิติคณิตกรรม” ได้ครับ ทำไมหรือ ผมจะอธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้
(1) รูปแบบของการเลือกตั้งในปี 2562 จะแปลกจากเดิม โดยนอกจากพรรคจะได้ “ส.ส.เขต” จาก ส.ส.เขต 350 เขตแล้ว คะแนนพรรคที่พลาดจาก ส.ส.เขต เมื่อรวมๆ กันทั้งประเทศ ยังถูกนำมาคำนวณเป็น “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” จำนวน 150 ส.ส. ซึ่งเป็นเหมือนรางวัลปลอบใจแก่พรรคที่แพ้ในเขตอย่างเฉียดฉิว
(2) รูปแบบนี้ ว่าไปแล้ว ดูเหมือนออกแบบมาให้พรรคที่ไม่มี “ดารา” ในระดับเขต แต่ป๊อปปูลาร์ทั้งประเทศ (เช่น พรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ windfall นี้)
(3) คะแนนทั้งหมด เมื่อมาหารด้วยจำนวน 500 ส.ส. จะได้คะแนนที่ Qualify สำหรับ “ส.ส.พึงมี” 1 คน (เรียกว่า “อัตราคะแนนต่อ 1 ส.ส.”) ดังนั้น จากคะแนนเสียงที่ได้ ทุกพรรคจะสามารถคำนวณเป็น “ส.ส.พึงมี” ได้ทุกพรรค แต่เป็นตัวเลขที่มีทศนิยม [Column 4 ในตาราง]
(4) เนื่องจากจำนวน ส.ส. ต้องเป็นตัวกลมๆ ไม่มีเศษ จึงเกิดกติกาการปัดเศษขึ้นหรือลง เพื่อให้ผลรวมที่ได้เท่ากับ 500 พอดี กกต.จึงใช้กติกาที่บัญญัติขึ้นต่อไปนี้
(ข้อความจากเอกสารการชี้แจงของ กกต. 17 พ.ย. 2561)
“การหาจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ให้นำผลลัพธ์จากข้อ 1 ไปหารด้วยคะแนนที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น พรรค ก.มีคะแนนเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ 13.1 ล้านเสียง เมื่อหารกับ 59,000 เสียง จะได้ผลลัพธ์ 222.03 ดังนั้นจำนวนที่พรรค ก.พึงมี ส.ส. คือ 222 คน เศษทศนิยมของแต่ละพรรคที่เหลือให้เก็บไว้คิดหาเศษที่เหลือของจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี เช่น เศษที่เหลือของจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี มี 7 คน ให้กระจายจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีไปอีกพรรคละ 1 คน สำหรับ 7 พรรค ที่มีเศษทศนิยมสูงสุด 7 ลำดับแรก”
(5) ประเด็นที่น่าสนใจที่ไม่ค่อยมีคนรู้มาก่อน คือ จะไม่มีการตัดพรรคที่มี ส.ส.พึงมี น้อยกว่า 1 ออกไปก่อน ดังนั้น ขบวนการปัดเศษอาจช่วยให้พรรคที่มีคะแนนดิบน้อยกว่า “อัตราคะแนนต่อ 1 ส.ส.” ได้ ส.ส. กลับได้ ส.ส. พึงมี 1 คน
(6) วิธีการปัดเศษ คือ การเอาทศนิยมหลังจุดทุกพรรคมารวมกัน [column 5] จะได้เลขเต็ม (คือ 23 ด้านล่างของ column 5 ในตาราง) ดังนั้น พรรคที่มีทศนิยมสูงสุด 23 พรรค จะได้จำนวน ส.ส.ปัดขึ้นอีก 1 ส.ส. ที่เหลือปัดลง กรณีนี้จะมีพรรคจำนวนมากที่มี ส.ส.พึงมี ต่ำกว่า 1 (แต่สูงกว่า 0.44 ในกรณีนี้) ได้ ส.ส. 1 คนจากอภินิหารนิติคณิตศาสตร์ ทั้งที่คะแนนดิบต่ำกว่า “อัตราคะแนนต่อ 1 ส.ส.” มากมาย
(7) กติกาที่สำคัญต่อมา คือ พรรคที่มี “ดารา” ในเขตมาก อาจได้ ส.ส.เขต มากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี นิติคณิตบริกร จึงวางกติกาให้คง ส.ส.เขตเหล่านั้นไว้ ผลคือ ส.ส.พึงมี ลบ ส.ส.เขต (ไม่นับพรรคเพื่อไทยที่ติดลบ) รวมแล้วจะมีมากกว่า 150 คน (ตามตารางคอลัมน์ 8 จะได้ ส.ส.พึงมีก่อนปรับ 175 คน) การปรับกติกาให้ใช้บัญญัติไตรยางค์ (คูณด้วย 150/175) เพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเท่ากับ 150 คนพอดี [column 9]
(8) ไม่ใช่แค่นั้น ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ปรับแล้ว จะมีทศนิยม ก็ต้องใช้วิธีการตามข้อ 4 (เหนื่อยไหมครับ?) แต่ถึงทำแล้วก็ยังมีปัญหา เพราะจะมี 3 พรรค บังเอิญมีทศนิยมสูงเท่ากัน (0.71) แต่มีพรรคเดียวในโควต้าที่สามารถปรับเศษเป็น 1 ได้ (ไม่ทราบ นิติคณิตบริกร จะใช้วิธีจับสลากหรืออย่างไร)
(9) สุดท้าย จึงนำ ส.ส.เขต + ส.ส.บัญชีรายชื่อ(ที่ปรับแล้ว) มารวมเป็นจำนวน ส.ส.ต่อไป หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพรรคใหญ่ที่จะไปรวบรวมจำนวน ส.ส.ให้มากกว่า 250 เสียงต่อไป
สรุป กับดักของ นิติคณิตบริกร ที่เรานึกไม่ถึง คือ การสร้างกลไกให้สภามีพรรคเล็กๆ จำนวนมาก คนส่วนใหญ่จะคิดว่าต้องตัดพรรคที่ได้ “ส.ส.พึงมี” ต่ำกว่า 1 ทิ้งไปก่อน (เพราะไม่ Qualified แล้ว) แล้วถึงนำพรรคที่มี ส.ส.พึงมีมากกว่า 1 ทั้งหมด มาปรับทศนิยมให้เป็นตัวเลขกลมๆ แบบนี้ ก็จะไม่มีการ “เบียดบัง” เสียงไปให้กับพรรคที่คะแนนดิบไม่พอสำหรับ 1 เสียง
เราต้องช่วยกันเข้าใจ และดูท่าทีของ กกต. ว่าจะประกาศออกมาอย่างไร ให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับได้
ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย
(ไม่สังกัดพรรค)
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1937371806375181&set=pcb.1937374349708260&type=3&theater

