หน้าแรก การเมือง ‘วี วอทช์’ชำแ...

‘วี วอทช์’ชำแหละ กกต.จัดเลือกตั้ง24มี.ค.

31.03.19 | 13:00 น.

หมายเหตุเครือข่าย We Watch (วี วอทช์) แถลงรายงานเบื้องต้นถึงผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม


พีรวิชญ์ ขันติสุข
ฝ่ายวิเคราะห์ เครือข่าย We Watch

เราแบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1.ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งมีระยะเวลายาวนาน มีการทบทวนตัวบทกฎหมาย และบางครั้งเมื่อได้ข้อมูลไม่ครบ ก็จำเป็นต้องไปสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง รวมถึงต้องลงพื้นที่เพื่อดูการวางหน่วยเลือกตั้ง 2.ซึ่งเป็นส่วนที่ทุกคนให้ความสนใจที่สุด คือในวันเลือกตั้ง เราส่งอาสาสมัครกว่า 1 พันคนลงพื้นที่และได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมาก โดย We Watch มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “เป็นการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ดำเนินไปด้วยความสงบ แต่ความไม่โปร่งใส การขาดประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และความยุติธรรม เป็นคำถามสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้”

Advertisement

ระบบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม ส่งผลต่อผลลัพธ์ ทำให้พรรคใหญ่ไม่ได้คะแนนเสียงเหมือนเดิม ขณะที่พรรคขนาดเล็กและพรรคขนาดกลางมีที่ยืนในสภามากขึ้น และแน่นอนว่า การจัดตั้งรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลผสม เนื่องจากโครงสร้างระบบเลือกตั้งได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนการบริหารจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับต่างชาติ มี 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.กกต.ทั้ง 7 คน และ 2.กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง สำหรับ กกต.นั้น สิ่งสำคัญที่ต้องพูดถึงคือ กกต.มีที่มาจากไหน เนื่องจากก่อนจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เราอยู่ในระบอบทหาร กกต.ทั้ง 7 คนมาจากการเสนอชื่อของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า การมีที่มาแบบนี้จะมีอิสระในการดำเนินงานจริงหรือไม่ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็มีสมาชิกคนหนึ่งจาก คสช.ลงมาเล่นในสนามเลือกตั้งที่กรรมการและผู้ตัดสินคือคนที่เขาเลือกเข้าไปเอง ฟังแล้วจะดูแปลกๆ พิกล นอกจากนี้กรรมการประจำหน่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย แม้แต่ในเขตเดียวกันก็พบว่ามีการปฏิบัติไม่เหมือนกัน

ส่วนบรรยากาศรณรงค์หาเสียง จะเห็นได้ว่ามีการหาเสียงในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะผ่านสื่อออนไลน์ และในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า มีเพดานงบประมาณในการหาเสียงสูงสุดของแต่ละพรรคการเมืองอยู่ที่ราว 100 ล้านบาท แต่เลือกตั้งครั้งนี้เหลือเพียง 35 ล้านบาทซึ่งเรามองว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเป็นเชิงบวก ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางมีพื้นที่แข่งขันเท่าเทียมกับพรรคขนาดใหญ่ สำหรับระยะเวลาในการหาเสียงอย่างที่เรารู้คร่าวๆ คือ 60 วัน และในส่วนของการให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราเห็นว่า กกต.มีแอพพลิเคชั่นมากมาย รวมถึงการทำสื่อประชาสัมพันธ์ อีกทั้งไอลอว์ที่พิมพ์คู่มือเลือกตั้ง 100,000 เล่ม ทั้งนี้ กลุ่มสังเกตการณ์เลือกตั้งครั้งนี้มีเพียง 3 กลุ่ม คือ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต), We Watch และเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (อันเฟรล) ทั้งที่จริงแล้ว หากเราต้องการโชว์ว่าการเลือกตั้งของเราบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็จะต้องให้มีการสังเกตการณ์จากกลุ่มในประเทศค่อนข้างเยอะ และเชิญชวนนานาชาติให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับสื่อมวลชนนั้นเนื่องจากยังมีคำสั่ง คสช.บางอย่างที่ยังไม่ปล่อยให้สื่อมวลชนทำงานอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่เราเห็น คือสื่อมวลชนหลายช่องจัดดีเบต ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมาก ช่วงก่อนการเลือกตั้ง มีข่าวว่าทหารเข้าหาหัวคะแนนของพรรคการเมือง รวมถึงมีการติดตามผู้สมัครในการหาเสียงในต่างจังหวัดด้วย

สำหรับในวันเลือกตั้งล่วงหน้า เราดูทั้งหมด 60 หน่วยเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พบว่าหลายหน่วยเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก บางคนใช้เวลาเลือกตั้ง ตั้งแต่หยิบกระดาษไล่ดูชื่อของตัวเอง จนถึงโหวตหย่อนบัตร ใช้เวลา 79 นาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างนานสำหรับการเลือกตั้งและในบางเขตไม่มีการแนะนำผู้สมัครด้านหน้าหน่วยเลือกตั้ง นอกจากนั้น ยังมีการแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขตแล้วบอกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาๆ ไปเถอะ หรือกรณีผู้สมัครพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ยังมีชื่อปรากฏให้เห็น โดยไม่มีการแจ้งว่าผู้สมัครจากพรรคนี้ถูกยุบไปแล้ว ทำให้เกิดผลเสียในเวลาต่อมา จึงเห็นได้ว่าการจัดการในแต่ละเขตมีความมึนงงและแตกต่างกัน โดยวันเลือกตั้งจริง เราแบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ 1.ก่อนเปิดหีบเลือกตั้ง 2.ในระหว่างการหย่อนบัตร และ 3.ช่วงปิดหน่วยและการนับคะแนน อาสาสมัครของเราลงพื้นที่ทั้งประเทศ พบว่า ร้อยละ 90 มีผู้มารอใช้สิทธิก่อนเปิดหน่วย แต่ร้อยละ 16 พบว่ามีโปสเตอร์ของผู้สมัครอยู่บริเวณรอบหน่วย และร้อยละ 1.1 โปสเตอร์หาเสียงของผู้สมัครอยู่ห่างจากคูหาเลือกตั้งไม่เกิน 20 เมตร ซึ่งเราได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง กกต. คำตอบที่ได้คือ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า มาตรฐานของแต่ละหน่วยไม่เท่ากัน ต่อมาร้อยละ 98.8 หน่วยเลือกตั้ง มีความพร้อมก่อนเวลา 08.00 น. นอกจากนี้ ร้อยละ 33.33 ของหน่วยเลือกตั้งที่มีผู้สมัครพรรคการเมืองที่ถูกยุบ หรือถูกตัดสิทธิ ไม่มีการแจ้งแก้ไขรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองที่ถูกยุบหรือถูกตัดสิทธิอย่างไรก็ตาม อาสาสมัครของเราบอกว่า ร้อยละ 98.6 ของหน่วยเลือกตั้ง ไม่มีความรุนแรง เป็นไปโดยสงบ และไม่มีการชักจูงใจทางการเมืองหน้าหน่วยเลือกตั้ง

ต่อมาในช่วงหย่อนบัตรเลือกตั้ง จาก 1,918 หน่วยที่สังเกตการณ์ ร้อยละ 1.2 พบว่ามีกรณีที่ไม่มีการตรวจสอบบัตรประชาชนหรือบัตรที่ออกให้โดยราชการ, ร้อยละ 5 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ไม่สามารถออกเสียงได้อย่างส่วนตัว เพราะบุคคลอื่นสามารถมองเห็นการออกเสียงของผู้มาใช้สิทธิในขณะลงคะแนน นอกจากนั้นสำหรับบุคคลที่ต้องการการช่วยเหลือพิเศษ เราได้สัมภาษณ์ผู้พิการท่านหนึ่ง ในวันที่เขาใช้สิทธิ เขาเดินทางไปคนเดียว ตามกฎหมายแล้ว จำเป็นต้องมีคนช่วยเหลือคือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นคนกาให้ โดยถือว่าคะแนนนั้นยังเป็นความลับอยู่ แต่สำหรับผู้พิการท่านนี้ เขาพบว่ากรรมการประจำหน่วยปฏิเสธที่จะทำ ขณะเดียวกัน ยังพบ 3 ประเด็นเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหน่วยเลือกตั้ง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ รปภ.เข้ามาข้างคูหาที่กำลังมีผู้ใช้สิทธิ ปฏิบัติงานแทนกรรมการประจำหน่วย และพกพาอาวุธ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ไม่น่าจะผิดกฎหมายไทย แต่ขัดกับหลัก โดยคู่มือของ กกต.บอกว่า เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยจะต้องสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า เขาสามารถไปทำหน้าที่ตรงนี้แทนได้ แต่ในหลักสากลแล้ว การที่คุณมีอาวุธ แล้วไปแตะต้องอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ดังนั้น กกต.จำเป็นต้องทบทวนกฎหมายในเรื่องนี้

ต่อมาคือส่วนการนับ การประมวลผล และการประกาศคะแนน พบว่าร้อยละ 98.8 สามารถปิดหน่วยได้ตรงเวลา แต่สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ คือ ร้อยละ 19.1 ไม่มีการเจาะบัตรที่ไม่ได้ใช้ออกเสียง ทั้งที่ประเด็นนี้อยู่ในคู่มือของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ต้องทำเป็นสิ่งแรกก่อนปิดหน่วย เมื่อเจาะเสร็จก็ต้องเอาเชือกร้อย และมัดรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อไม่ให้บัตรนั้นถูกนำไปใช้อีก ทั้งนี้ แม้ส่วนใหญ่จะพบว่ามีการนับคะแนนอย่างเปิดเผยอิสระ แต่เราพบ 7 กรณีที่น่าสนใจ เช่น ไม่มีการแสดงบัตรอย่างชัดเจนให้ผู้ชมดู หรือจุดนับคะแนนอยู่ไกลจากสายตาของคน นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า บัตรที่นับว่าเป็นบัตรดีหรือบัตรเสียแล้ว จะต้องเจาะด้วยหรือไม่ ถ้าเจาะ จะเจาะด้วยอะไร กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ 1.เจาะด้วยเหล็กแหลมที่ กกต.ให้มา 2.เจาะด้วยตุ๊ดตู่ และ 3.คือไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าไปดูในคู่มือของกรรมการประจำหน่วย ปรากฏว่าบอกอย่างละเอียด ว่าไม่ว่าจะเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย ที่นับแล้วจะต้องเจาะ เพราะฉะนั้น หน่วยเลือกตั้งที่เราเห็นว่าไม่มีการเจาะ เท่ากับทำผิดระเบียบ ส่วนเรื่องการแสดงคะแนนผิดพลาดของ กกต. อย่างแรกคือผู้มาใช้สิทธิมีจำนวนมากกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดย กกต.ตอบว่าเป็นความขัดข้องทางเทคนิคของระบบรายงานผล ซึ่งเรามองว่าเป็นคำตอบที่อันตรายมาก เพราะขัดกับหลักสากล เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น นอกจากนั้นในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา คะแนนที่ประกาศอย่างไม่เป็นทางการ 100% พบว่า บัตรที่ถูกใช้กับผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน และจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม มีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่วันที่ 28 กลับเป็นอีกจำนวนหนึ่ง

กรณีที่น่าสนใจของเรา มี 3 ประเด็น คือ 1.เรื่องการใช้โปรแกรมอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการเลือกตั้ง แม้จะทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็ต้องเผื่อใจไว้ว่าจะมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหา ดังนั้น ตามธรรมเนียมในต่างประเทศ การจะนำโปรแกรมอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ จำเป็นจะต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ถ้าไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่ไปเลือกตั้งได้ การเลือกตั้งก็จะไม่มีความหมาย 2.กรณีบัตรเสีย เรารู้อยู่ว่าบัตรเสียในครั้งนี้มี 5.7% อาจคิดว่ามันไม่เยอะ เพราะในการเลือกตั้งปี 2554 ก็มีประมาณนี้ แต่ตามหลักการสากลบอกว่า บัตรเสียควรจะมีประมาณร้อยละ 3 ไม่เกิน 4 อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ IDEA International บอกว่าค่าเฉลี่ยของบัตรเสียในการเลือกตั้งทั่วโลก อยู่ที่ 2 ไม่เกิน 3 นั่นเท่ากับไทยเกินค่ามาตรฐานโลกมาเกือบเท่าตัว ทำให้ต้องพิจารณาแล้วว่า เราและ กกต.กำลังทำอะไรกันอยู่

และสิ่งที่เรารู้สึกตกใจมากคือเรื่อง change.org ซึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ครั้งที่เยอะที่สุดคือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ประมาณ 6 แสนคน แต่ครั้งนี้ในการถอดถอน กกต. เป็นการกดดันทางสังคมที่แรงมากอยู่ที่ 8 แสนคน ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เห็นว่า กกต.จัดการเลือกตั้งที่ไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ หน่วย ยังไม่รวมถึงกรณีบัตรเสียจากประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย

สาเล็ม มะดูวา
ผู้ประสานงานภาคกลาง เครือข่าย We Watch

ข้อเรียกร้องของเราต่อ กกต.มี 5 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องเปิดเผยการนับคะแนนแบบนับมือเพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบกับแอพพลิเคชั่น หรือ Rapid Report 2.จัดให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบแอพพลิเคชั่นในกระบวนการทำงาน การป้องกันการถูกเจาะระบบ รวมถึงผลคะแนนต่างๆ ที่ได้รับรวบรวมมาจากกรรมการประจำหน่วยในแต่ละเขตทั่วประเทศ 3.การให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการการเลือกตั้งแก่ผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งจะสอดคล้องกับจำนวนบัตรเสียที่มีค่ามากกว่ามาตรฐานสากล 4.กกต.จัดให้มีแบบแผนปฏิบัติอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ให้มีเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ อีกทั้งการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์จาก กกต. สู่กรรมการประจำหน่วย ให้มีความครอบคลุมและทั่วถึง

และ 5.ให้มีการทบทวนข้อกฎหมายระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สังคมเห็นว่าไม่ได้สอดคล้องหรือสะท้อนความต้องการของประชาชน เช่น บัตรเลือกตั้งที่ไม่ได้ถูกนับของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงการเปิดช่องทางให้หน่วยงานภาคประชาสังคมขอใบอนุญาตในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง