การเมืองหลังเลือกตั้ง กำลังเดินไปสู่จุดที่้เป็นปัญหาอีกครั้ง
ผลการเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ดีไซน์ไว้ พรรคการเมืองหลักๆ มีคะแนนไม่ห่างกันมาก ทำให้ต้องวิ่งหาพรรคพันธมิตร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค
การเมืองที่แบ่งเป็นฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ มีพรรคที่จับขั้วตามแนวคิด ฝ่ายละ 7-9 พรรค ยังไม่รวมพรรคเล็กพรรคน้อย เสียงแต่ละฝ่ายยังก้ำกึ่งกัน
กลุ่มพรรคเพื่อไทย มีพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ เพื่อไทย 137 เสียงกับ อนาคตใหม่ 80 เสียง เป็นฐานอันหนักแน่นก็จริง แต่พรรคพันธมิตรที่มาร่วม มี ส.ส.จาก 10 เสียงลงไป
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ มีส.ส.อยู่ที่ 116 – 119 พรรค พรรคพันธมิตรที่แน่ๆ คือ ภูมิใจไทย 51 เสียง ส่วน ปชป. 52 เสียง มีปัญหาขัดแย้งภายใน ยังเคลียร์ไม่จบ
แต่พรรคพลังประชารัฐ มีทีเด็ดที่ มีเสียง ส.ว.รอสนับสนุนอีก 250 เสียง ที่จะมาช่วยโหวตสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากพลังประชารัฐ จะเป็นรัฐบาล จำเป็นต้องมีเสียงในสภา 270 – 300 เสียง
ต้องหามาเติมอีกประมาณ 30-40 เสียง ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ขั้วเพื่อไทย-อนาคตใหม่ มีเสียงลดลงจาก 240 เศษๆ ในขณะนี้ให้ได้
ข่าวเรื่อง” งูเห่า” ข่าวการดึงพรรคข้ามขั้ว จึงสะพัดขึ้นมา
ในเดือนเม.ย.นี้ คาดว่าการเมืองจะร้อนตามสภาพอากาศ ด้วยข่าวงูเห่า และการดึงพรรคข้ามขั้่วไปเสริมความแข็งแกร่งให้อีกฝั่ง
และบั่นทอนความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไปพร้อมกัน
พรรคต่างๆ รับสัญญาณเตือนนี้โดยถ้วนหน้ากัน
พรรคอนาคตใหม่ ที่เจอข่าว “งูเห่าสีส้ม” ยกทีมไปชลบุรี ปิดประตูติวเข้ม ว่าที่ส.ส.โดยเชิญนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภารัฐสภา และเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่มีประวัติโดดเด่นมาบรรยาย
ก่อนจะลงสัตยาบันร่วมกัน ยืนยันไม่แตกวง ไม่ออกนอกแนวทางของพรรค
ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ เปิดแถลงข่าวด้วยสาระที่เป็นสัญญาณเตือน
“ตู่-จตุพร” ชี้ว่า รัฐธรรมนูญ2560 นำการเมืองสู่วิกฤต ทั้ง 2 ฝั่งไม่สามารถเดินต่อไปได้ทั้งคู่
ขณะที่ กกต. มีวิธีการนับคะแนนหลากหลายรูปแบบ ที่จะไปทอนคะแนนของพรรคใหญ่ แล้วกระจายปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคเล็กๆ
เพื่อให้เกิดปรากฎการณ์ว่ารัฐบาลของคณะสืบทอดอำนาจมีพรรคการเมืองเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเมืองจะเดินต่อไปได้ในตอนนี้ คือการจะต้องไปปล้นสมาชิกพรรคอื่นที่เรียกว่ากลุ่มงูเห่า ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ 2 พรรคที่กำลังถูกกวาดต้อนโดยการต่อรองผลประโยชน์
“ตู่-จตุพร” ไม่ได้ระบุชื่อพรรค แต่เป็นที่ทราบกันในวงการเมืองว่าเป็นพรรคในขั้วเพื่อไทย
นายจตุพร เปิดข้อมูลว่า ฝั่งสืบทอดอำนาจต้องการเสียง สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ในสภา270 ที่นั่ง ซึ่งนับตอนนี้ไม่มีทางถึง แม้ว่าจะแจกใบแดง เหลือง ส้ม ดำ ขาว ทั้ง 5 ใบที่มีอยู่ในการเลือกตั้งของไทย แต่ผลการเลือกตั้ง ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าแจกใบแดงให้เพื่อไทยก็ยังเหลืออนาคตใหม่ หรืออื่นๆ ในซีกประชาธิปไตย
ถ้ามีเลือกตั้งซ่อมก็จะเกิดปรากฏการณ์หาเสียงเพื่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อพรรคร่วมรัฐบาล
ซึ่งครั้งนี้อาจจะเป็นพรรคร่วมฝั่งประชาธิปไตย กับฝั่งสืบทอดอำนาจ ยิ่งจะทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธา
ที่สุดแล้วผมก็บอกไม่ได้ว่ามันจะนำไปสู่อะไร
อดีตแกนนำนปช.ยังเตือนว่า ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐ และพล.อ.ประยุทธ์ได้เปรียบทางการเมืองทุกกระบวนการ
เมื่อประชาชนตัดสินมาด้วยเสียงก้ำกึ่งแบบนี้ ถ้าไปซื้อ ส.ส.จากพรรคอื่นแล้วได้เป็นนายกรัฐมนตรี วันเริ่มต้นของนายกฯ ครั้งใหม่นี้ จะเป็นวันจบ เป็นวันสุดท้ายของพล.อ.ประยุทธ์เช่นเดียวกัน
การสร้างงูเห่าจะนำไปสู่จุดจบ เพราะเป็นการสร้างวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง
คนแรกที่จะต้องรับผิดชอบในขณะนี้คือ กกต. ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อมาคือคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)เพราะเขียนรัฐธรรมนูญให้ประเทศไทยเดินสู่ทางตัน
ก่อนจะจบแบบทีเล่นทีจริงว่า แม้แต่พรรคเพื่อชาติเอง ตนเองยังเสียวๆว่าจะโดนไปด้วย
การเมืองไทยจะผ่าทางตัน หรือปลดล็อกจาก”ผลเลือกตั้่ง” ครั้งนี้ได้อย่างไร ยังไม่มีใครบอกได้
แต่ถ้าปลดล็อกด้วยวิธีการที่มิชอบ ปลดล็อกด้วยเงินทองไปจ่ายซื้องูเห่า น่าคิดอย่างที่นายจตุพรชี้ว่า วิกฤตศรัทธาที่จะเกิดขึ้น จะเป็นโจทย์ที่แก้ไม่ได้
ทางเลือกมีไม่มากนัก 1. เดินหน้าต่อไป โดยไม่ต้องสนใจคำเตือน หรือ 2.ตีความ”สาร” จากผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ให้แตก แล้วใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหา
ซึ่งพอจะเดาออกว่า ทางเลือกที่สอง ยากที่จะเกิดขึ้น

