
28 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ลานอเนกประสงค์กองทัพภาคที่ 1 ภายในกรมทหารราบที่ 11 กรมทหารมหาดเล็ก ราชวัลลภรักษาพระองค์ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้บัญชาการคณะ
ผู้บัญชาการทหาร นำ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้บัญชาการทหาร ได้แถลงจุดยืนกองทัพต่อสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง และกรณีถอดถอนการเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของ ทักษิณ ชินวัตร
เนื้อความเป็นการทำความเข้าใจต่อกรณีถอดถอน “ทักษิณ ชินวัตร” จากศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนเตรียมทหาร และเรียกคืนรางวัลจักรดาว
พล.อ.พรพิพัฒน์เริ่มทำความเข้าใจว่า “เรื่องกองทัพต่อสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง ยืนยันสนับสนุนให้คนดีปกครองบ้านเมืองตามพระบรมราโชวาท แต่หาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือจัดตั้งรัฐบาลก็พร้อมทำงานกับทุกรัฐบาล
และชี้แจงถึงสาเหตุ ถอดถอนการเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของทักษิณ ชินวัตร และเรียกคืนรางวัลเกียรติยศจักรดาวว่า “เหตุเพราะรางวัลเกียรติยศจักรดาวเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ ดังนั้น ผู้รับจะต้องรักษาเกียรตินั้นไว้ให้ได้ หากมีข้อมูลใดที่ผู้นั้นไม่สามารถที่จะรักษาเกียรตินั้นไว้ได้ เราก็ต้องเรียกคืน”
ผบ.สส.ขยายในรายละเอียดว่า “ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ก็รู้ดีว่าเหตุผลคืออะไร ได้เห็นทั้งในเว็บไซต์ ในโซเชียลต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่รบกวนจรรยาบรรณของทหาร และหลักนิยมทหาร ถ้ามีการจาบจ้วงและไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ก็ถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจ ส่วนการที่ต้องดำเนินการในช่วงนี้นั้นเพราะเมื่อเราพบว่ามีอะไรสมควรที่ต้องดำเนินการ ก็ต้องดำเนินการให้จบขั้นตอน แต่ไม่ได้ต้องการให้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการเมือง”
เป็นสัญญาณจากทุกเหล่าทัพ
ก่อนหน้านั้น หลังจากที่สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร ประกาศถอดถอนศิษย์เก่าดีเด่น และเรียกคืนรางวัลจักรดาวจาก ทักษิณ ชินวัตร
ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่าน “ทวิตเตอร์” ว่า “วันนี้รู้สึกดีใจกับประเทศไทย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา ผมออกมาอยู่นอกประเทศกว่า 10 ปีแล้ว ขอทุกฝ่ายอย่าได้ใช้ชื่อผมเป็นเงื่อนไขทางการเมืองใดๆ อีกเลย ผมขอเป็นเพียงกองเชียร์ ให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อความผาสุกของคนไทยเท่านั้นครับ”
เป็นอีกครั้งที่ “ทุกเหล่าทัพ” พร้อมใจกันแสดงท่าทีต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” และหากดูคำชี้แจงที่พยายามบอกให้เข้าใจในทำนองว่า “เลิกเกี่ยวข้องทางการเมืองมานานแล้ว” ของ ทักษิณ ชินวัตร จะคล้ายกับว่า “ทักษิณ” เริ่ม “ไหวตัว”
อาจจะเป็นไหวตัวกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
เรื่องราวที่แม้ทุกฝ่ายจะพยายามทำให้เห็นเจตนาว่า “ไม่เกี่ยวกับการเมือง”
แต่ด้วยสถานการณ์ และจังหวะเวลา และยุคสมัยที่ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงได้ลำบากยากเย็น
เรื่องราวทั้งหลายหนีไม่พ้นที่จะถูกดึงไปเกี่ยวข้องกับการฟอร์มรัฐบาล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
อาจจะเป็นการไหวตัวที่ช้าเกินไป
เรื่องราวดำเนินมาในจุดที่เกินเวลาที่การไหวตัวจะทันรับมือจากสัญญาณแล้ว
การ์ตอง
