หากมองเพียงการปรากฏขึ้นของ นายอานนท์ นำภา หากมองแค่ภาพของ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ยืนเรียงอยู่เคียงข้างกับ นายธนวัฒน์ วงศ์ไชย
ก็เหมือนกับการเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติ หน้าที่ของกกต.ในวันที่ 24 มีนาคม เป็นเรื่องของคนหน้าเดิม
จึงทำให้ พ.อ.วินธัย สุวารี ออกมาสำทับด้วยประโยคเดิมๆในฐานะโฆษกคสช. จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ผบ.เหล่าทัพออกมาให้คำรับรองต่อการทำหน้าที่ของกกต.
กระทั่งมองข้ามความเป็นจริงเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังวันที่ 24 มีนาคม รายชื่อของคนที่ข้องใจต่อการทำงานของกกต.ทะยานไปถึงหลัก 800,000 แล้ว
ทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะแตะไปถึงหลัก 1,000,000 ได้
หากนำเอาแถลงของคสช. แถลงของผบ.เหล่าทัพประสานเข้ากับคำสั่งให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปสกัดการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อที่มหาวิทยาลัหลายแห่ง
ไม่ว่าที่บางเขน ไม่ว่าที่ขอนแก่น ไม่ว่าที่เชียงใหม่
ก็ยิ่งก่อให้เกิดคำถามว่ามาตรการเช่นนี้จะนำไปสู่สภาพการณ์ใดในทางการเมือง
เพราะบัดนี้การตั้งโต๊ะมิได้มีแต่ทีกทม. หากขยายออกไปในขอบเขตทั่วประเทศ ไม่ว่าเหนือ ใต้ ตก ออก รวมแล้วมากถึง 19 สถาบัน
ทั้งหมดนี้เป็นโรคติดต่อจาก “จ่านิว” หรือ ทั้งหมดนี้เป็นโรคติดต่อจาก”ทนายอานนท์”หรือ
ปรากฏการณ์ล่ารายชื่อถอดถอนหรือพุ่งเป้าตั้งข้อสงสัยไปยัง การจัดการเลือกตั้งของกกต.จึงมิได้เป็นเรื่องของ”คนหน้าเดิม”อีกแล้ว หากแต่ทำท่าว่าอาจจะกลายเป็นอารมณ์ในทางสังคม
เป็นอารมณ์ในทางสังคมที่กำลังถูกจ้องมองทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ
สภาพการณ์ในทางการเมืองกลายเป็นว่าการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ได้ไปกระตุ้นต่อมสำนึกในทางสังคมขึ้นอย่างล้ำลึก
โดยเฉพาะต่อมของคนรุ่นใหม่ที่เป็นนิสิต นักศึกษา
คนเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นพลังเงียบที่แทบไร้ความหมายไม่มีความสนใจใดๆในทางการเมือง
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลับทำให้พวกเขา “ตื่น” ขึ้นมาอีกครั้ง

