ระบอบประชาธิปไตยกับชีวิตความเป็นจริงในสังคม ยังมีกลุ่มประชาชนที่มีสิทธิในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่พรุ่งนี้อาจไม่ทราบว่าจะหารายได้จากไหนมาให้เงินลูกไปโรงเรียน จะหาเงินจากไหนมาซื้ออาหาร จะหาเงินจากไหนมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว
แต่สามารถมาฟังการปราศรัยที่จัดให้ประชาชนเข้าฟังในเวทีระดับอำเภอ จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมการหาเสียงที่ไม่ต่างจากการหาเสียงในอดีต การขนคนมาฟังคำปราศรัย จากประชาชนในหมู่บ้านมาสู่เวทีระดับอำเภอจึงเป็นเรื่องปกติของสังคมชนบท คนขับรถที่ขนคนมาก็จะได้ค่ารถ ส่วนคนที่มาฟังก็จะได้ค่าที่มาฟังการปราศรัย แล้วแต่หัวคะแนนที่อยู่ในระดับหมู่บ้านจะให้ สิ่งเหล่านี้ยังจะโดนใจผู้เลือกตั้ง
ซึ่งคนบางส่วนอาจถือว่าการซื้อขายเสียงไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เป็นเพียงสินน้ำใจเล็กน้อยจากนักการเมืองหรือตัวแทนของนักการเมือง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนที่ได้รับเงินจะไม่เกรงใจตัวแทนของนักการเมืองที่ให้เงินดังกล่าวและเป็นผู้ใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแท้จริงมากกว่านักการเมือง
แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีคนจำนวนมากเช่นกันที่ไม่ยอมรับเงิน หรือรับแล้วเบี้ยวไม่กาเบอร์ผู้ซื้อเสียง กาเบอร์คนอื่นตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยตัวจริงและยั่งยืน
หมายเหตุ – พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561
มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่คนเองหรือผู้อื่น…ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
(2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์หรือสถาบันอื่นใด…
มาตรา 158 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 73 (1) หรือ (2) …ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนั้นมีกำหนดยี่สิบปี

