นักวิชาการมึน‘ไอเดีย’ ‘ปชป.’ฝ่ายค้านอิสระ

2.04.19 | 10:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลุ่มคนรุ่นใหม่ (นิวเดม) และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 บางกะปิ วังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) กทม. เสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรค ปชป.ชุดรักษาการ ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ


ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์กำลังเข้าสู่กระบวนการแปลงรูป เนื่องจากเป็นพรรคเก่าแก่และมีความเป็นสถาบันทางการเมืองสูง แต่ประสบปัญหาเรื่องจุดยืนทางการเมือง ต้องเข้าใจบริบทของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนว่ามีปัญหาเรื่องการวางจุดยืนของพรรคตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่คนมองว่ามีความเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา กระแสของรัฐบาลปัจจุบันตกลง ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรค ออกมาประกาศจุดยืนก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้เกิดความไม่แน่ชัดของจุดยืน จึงพยายามที่จะวางจุดยืนใหม่อีกครั้ง

คำว่าฝ่ายค้านอิสระที่กลุ่มนิวเดมเสนอ เอาเข้าจริงคือการไม่เห็นด้วยที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่อีกความหมายหนึ่งคือการฉีกออกไปจากมติพรรค ซึ่งถ้านิวเดมไม่เข้าร่วมก็จะกลายเป็นงูเห่าสีฟ้า เพราะประชาธิปัตย์เน้นมติพรรคเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของพรรค

Advertisement

ถ้าใครไม่เห็นด้วย มี 2 ทางเลือก คือ 1.แยกไปตั้งพรรคใหม่ หรือ 2.รวมกับพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่โดยประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เคยเห็นการที่พรรคเข้าร่วมรัฐบาลและแยกเป็นฝ่ายค้านอิสระ จึงต้องรอการเปลี่ยนผ่านคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ

ประชาธิปัตย์ปัจจุบันแตกออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งบอกว่าต้องร่วมรัฐบาลเพราะฐานเสียงที่หายไปเกิดจากการที่ไม่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่อีกฐานเสียงบอกว่าต้องสร้างความน่าเชื่อถือ คือยึดจุดยืน ดำรงความอิสระไว้โดยไม่เข้าร่วมกับพลังประชารัฐ

ทางรอดของพรรคประชาธิปัตย์ คือ 1.ต้องรื้อฟื้นจุดแข็งโดยยึดมติพรรคเป็นอันดับหนึ่ง และ 2.ยึดโยงฐานมวลชนของตัวเองให้มาก เพราะประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถยึดฐานความต้องการของมวลชนในพื้นที่ได้เหนียวแน่นพอ ต้องตั้งคำถามว่าทำไมฐานเสียงที่แข็งจึงแพ้ได้ อดีต ส.ส.ต้องทบทวนว่าบ้านของตัวเองปัจจุบันเกิดอะไรขึ้น

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ผมไม่เคยได้ยินคำว่าฝ่ายค้านอิสระ แต่ปกติจะมีองค์กรจัดตั้ง มีวิปฝ่ายค้าน มีการทำกิจกรรมร่วมกันของฝ่ายค้านเหมือนกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเมื่อแต่ละพรรคมีท่าทีหรือนโยบายอะไรก็จะตกลงกันระหว่างพรรคโดยใช้วิปของฝ่ายค้านที่เป็นผู้ประสานงานพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดในสภา โดยแต่ละพรรคก็อาจมีจุดยืนต่างกัน แต่ก็จะร่วมมือกันในหลายๆ เรื่องเพื่อให้ฝ่ายค้านมีพลัง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ดังนั้น การเป็นฝ่ายค้านอิสระน่าจะหมายถึงการที่สามารถทำงานโดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมมือกับเสียงส่วนใหญ่ของพรรคฝ่ายค้านทุกเรื่อง

แต่โดยปกติพรรคการเมืองในสภาไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านก็ย่อมมีอิสระในการทำงานของตัวเองอยู่แล้วคือ อาจจะโหวตสวนได้ มีความเห็นที่แตกต่างได้ ไม่จำเป็นจะต้องโหวตตามเสียงส่วนใหญ่ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนให้หลักประกันพื้นฐานว่า ส.ส.เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ละคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในสภาโดยปราศจากพันธสัญญา อามิสสินจ้าง ต้องโหวตโดยปราศจากการถูกกดดัน หรือบังคับด้วยกระบอกปืน ซึ่งไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย

นั่นแปลว่า ถ้ามี ส.ส.คนหนึ่งโหวตไม่ตรงกับมติพรรค ก็ย่อมไม่ผิดกฎหมาย เพราะมีอิสระที่จะตัดสินใจตามสิทธิ แต่หากจะไล่ออกจากพรรคก็เป็นเรื่องกฎระเบียบของแต่ละพรรคการเมือง แต่การทำงานของ ส.ส.มีความเป็นอิสระโดยพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าเป็นฝ่ายค้านอิสระก็ได้

ผู้ที่เสนอคำว่าฝ่ายค้านอิสระอาจไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับสถานภาพ และเสรีภาพของพรรคการเมืองและของ ส.ส.ในสภา เสมือนว่า ส.ส.แต่ละคนไม่เป็นอิสระ ซึ่งความจริงไม่ใช่

พรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนพรรคอื่น เพราะเป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ไม่สามารถทุบโต๊ะได้ว่าจะเอาอย่างไร จึงต้องรอการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมามองที่พรรคก่อนว่าผิดพลาดได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะกลยุทธ์ในการหาเสียง แต่ส่วนหนึ่งคือมีพรรคการเมืองเกิดใหม่ที่คล้ายกับประชาธิปัตย์ คือพลังประชารัฐ ที่ดึงคะแนนฐานเสียงเก่าไปเป็น 2 ส่วน ครั้งหน้าจึงต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ที่ทำให้คนรู้สึกว่าแตกต่าง

ต้องเริ่มตั้งแต่หัวหน้าพรรค เพราะที่ผ่านมายังไม่ค่อยที่จะเสถียรเท่าไหร่ และการหาเสียงยังไม่เด่น เพราะเน้นนำเสนอนโยบายซึ่งส่วนตัวมองว่าดีมาก แต่คุณสมบัติ ส.ส.ครั้งนี้ไม่ค่อยดีนัก เพราะพรรคอื่นดึงไปเยอะ จึงมีแต่คนธรรมดา เมื่อหาเสียงก็ไม่เด่นเท่าไหร่ บวกกับคนรุ่นใหม่เบื่อ ส.ส.เดิม จึงทำให้พรรคอนาคตใหม่มาแรง ประชาธิปัตย์ต้องเล่นการเมืองแบบใหม่ ถ้าประชาธิปัตย์มีสไตล์แบบอนาคตใหม่ก็ไม่เลว

ทุกพรรคการเมือง ไม่เพียงประชาธิปัตย์ควรอยู่เฉยๆ เสียบ้าง พูดให้น้อยลงและยอมรับกฎกติกา ไม่เพียงเฉพาะกฎหมายแต่ต้องตามหลักสากลด้วย นักการเมืองควรมีสติสัมปชัญญะมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันต่างฝ่ายต่างแย่งกันจะเป็นรัฐบาลจนน่าเกลียด