จับตา…โลกรุก-ไทยรับ คสช.ผ่อนคลาย ชูธง เลือกตั้ง’60

22.05.16 | 12:01 น.

22 พฤษภาคม

เมื่อปี 2557 วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยเป็น ผบ.ทบ. ได้นำคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจ

กาลเวลาขับเคลื่อนมาถึงปัจจุบัน ปี 2559 เท่ากับว่าการยึดอำนาจเดินทางมาแล้ว 2 ปี

วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เพิ่มตำแหน่งจากหัวหน้า คสช. มาเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

ภารกิจของนายกรัฐมนตรีอย่างหนึ่งคือการออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก

Advertisement

และภารกิจล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งดำเนินการเสร็จสิ้นคือการเดินทางไปรัสเซียเพื่อร่วมประชุมนานาชาติ

เป็นการยอมรับด้วยหน้าที่ว่า ไทยกับโลกต้องพึ่งพากัน

อย่างไรก็ตาม โลกทั้งใบยามนี้มีประเทศที่นิยมประชาธิปไตยมากกว่าประเทศที่นิยมการปกครองแบบอื่น ดังนั้น เมื่อไทยต้องสัมพันธ์กับโลกจึงต้องสอดคล้องกับประชาธิปไตย

แต่เมื่อไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย กระแสกดดันจากภายนอกย่อมเกิดขึ้น

หนักหน่วงขึ้น!

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของต่างประเทศที่มีต่อไทยนั้นมีมากขึ้นและกระทบถึงไทยหนักขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แสดงความกังวลต่อท่าทีไทยในการ “จำกัดสิทธิ” กลุ่มเห็นต่าง

ไม่ว่าจะเป็นอาการของ นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่ประพฤติต่อหน้า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของทูตจากประเทศสวีเดนที่เข้าพบผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทย พร้อมมีข่าวออกมาว่า สวีเดนอาจพิจารณาไม่ขายเครื่องบินรบให้ไทย

รวมไป 105 ประเทศในเวทียูพีอาร์ ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่กระตุ้นต่อมสิทธิมนุษยชนของไทย

ตามติดด้วยข้อแถลงของรัฐสภายุโรป ซึ่งเดินทางมาถึงไทย และออกแถลงการณ์แสดงความกังวล

หยอดด้วยเงื่อนไข ถ้าไทยกับยุโรปจะค้าขายกันคล่อง ไทยต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และมีเสรีภาพ

ความเคลื่อนไหวของต่างชาติในครั้งนี้ มีนัยชัดเจนที่สัมผัสได้

เป็นการส่งสัญญาณทางการเมือง

เป็นการทักท้วงเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการเร่งรัดประชาธิปไตยไทย

สําหรับรัฐบาลไทย แม้ทุกจังหวะที่ผ่านมา ทั้งอาการของกระทรวงการต่างประเทศ รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี จะแลดู “เดือดพล่าน”

นายดอนตำหนินายกลิน เดวีส์ และกล่าวหาว่า ไม่เป็นมืออาชีพ

พล.อ.ประยุทธ์ไม่เห็นด้วยกับความเห็นและท่าทีของทูตสหรัฐ

บางบทบางตอนในการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับบอกว่า พฤติกรรมของทูตสหรัฐทำให้คนไทยเกลียดขี้หน้ามากขึ้น

แต่ก่อน พล.อ.ประยุทธ์จะนำคณะเดินทางไปเยือนประเทศรัสเซีย พล.อ.ประยุทธ์ก็สั่งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง กรธ.หามาตรการ “ผ่อนคลาย”

ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน จึงได้ยินคำกล่าวของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ว่า คสช.จะเลิกใช้วิธี “ปรับทัศนคติ”

เปลี่ยนมาใช้วิธีการพูดคุยทดแทน

ได้เห็น นายวิษณุ เครืองาม จัดเวทีถาม-ตอบเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและประชามติ โดยเชิญพรรคการเมืองและกลุ่มพลังทางการเมืองเข้าร่วม

ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองและแกนนำกลุ่มมวลชนเดินทางมาร่วมตามคำเชิญจำนวนมาก

ถือว่าประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้นายวิษณุตั้งใจขยายการเปิดเวทีเพื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามเช่นนี้เพิ่มมากขึ้นอีก 10 เวทีทั่วประเทศ

เป้าหมายการเปิดเวทีจะดึงนักวิชาการเข้ามาร่วมสอบถามและแสดงความคิดเห็น

เป็นการเปิดรับฟัง และตอบคำถาม ตามมาตรการ “ผ่อนคลาย”

“ผ่อนคลาย” เพื่อให้การทำประชามติได้รับการยอมรับ

ทั้งนี้ ดูจากท่าทีของนายวิษณุแล้ว อาจสรุปได้ว่ารัฐบาลและ คสช.ต้องการให้ประชามติราบรื่น

รัฐบาลและ คสช.ไม่ต้องการให้ไทยเกิดแรงกระเพื่อมจนเกิดความวุ่นวายจากการทำประชามติ

ทางหนึ่ง รัฐบาลมั่นใจในผลการประชามติที่ออกมาว่า…ผ่านแน่

อีกทางหนึ่ง รัฐบาลไม่สนใจผลการประชามติว่าจะแพ้หรือชนะ

ถ้าชนะก็ดี แต่ถ้าแพ้ก็ได้

หากประชามติไม่ผ่าน นายวิษณุได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว นั่นคือ เตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 2 เดือน

แผนทั้งหมดที่วางไว้ เพื่อก้าวไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่วางไว้ในปี 2560

ทั้งนี้ คาดหวังว่า ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2560 ได้ตามโรดแมป ปัญหาต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากแรงบีบของต่างประเทศจะคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไทยที่โลกเฝ้าจับตา มิได้มองเฉพาะ “รูปแบบ” เท่านั้น

ต่างชาติที่ติดตามข่าวสาร ยังเฝ้าสังเกตถึง “กระบวนการ” ที่จะเกิดขึ้นด้วย

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ยังต้องพิสูจน์ความเห็นพ้องจากประชาชน

ขั้นตอนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องเปิดกว้างให้มีการถกเถียงตอบโต้ เพื่อให้ความคิดเห็นแพร่หลาย

ความคิดเห็นเหล่านั้นจะกระตุ้นให้สังคมรับรู้และทำความเข้าใจกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญก่อนโหวต

หากแต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง กฎหมายประชามติจึงออกมารัดกุมเกินไป จนผู้คนไม่กล้าแสดงความเห็น

ขณะเดียวกัน คสช.ยังมีกฎเหล็กที่สามารถควบคุมและจับกุม “กลุ่มเห็นต่าง” ได้

กระบวนการก่อนประชามติจึงมีผลต่อการประชามติ

การประชามติมีผลต่อร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งครั้งหน้ามีผลต่อการยอมรับของโลก

การดำเนินการ ณ เวลานี้จึงมีความสำคัญ

เพราะการดำเนินการใดๆ ย่อมมีผลต่อการยอมรับ “กระบวนการ” ที่จะนำประเทศไทยก้าวคืนสู่ประชาธิปไตย

การดาหน้าออกมาเคลื่อนไหวของนานาประเทศในห้วงเวลานี้จึงเป็นสัญญาณที่ควรสดับตรับฟัง

การผ่อนคลายบรรยากาศซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นสิ่งที่ควรทำ

และสิ่งสำคัญที่น่าตรึกตรองคือ การผ่อนคลายที่ดำเนินการกันอยู่นั้นเพียงพอที่จะให้โลกยอมรับกระบวนการประชามติหรือไม่

คำตอบจากคำถามนี้ไทยคงตอบไม่ได้

ปฏิกิริยาจากนานาประเทศต่างหากที่เป็นคำตอบ

ปฏิกิริยาจากต่างประเทศจึงยังต้องจับตา