เพราะประเมินจากข่าวคราวและความเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้งแล้ว มองไม่เห็นว่าการเมืองจะเดินหน้า ต่อไปได้ หรือแม้ไปได้น่าจะเป็นการตะเกียกตะกายไปอย่างถูลู่ถูกัง
รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นแกนนำ ล้วนแล้วแต่ยากที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพ และการยอมรับในระดับที่พอนำพาการพัฒนาประเทศอย่างมีความหวังได้
แนวโน้มจะเป็น “รัฐบาลอยู่ด้วยความหวาดระแวงรอบด้าน” ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งโดยส่วนตัวของใคร และส่วนรวมของประเทศ
ดังนั้น เมื่อมีโอกาสพบกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ได้รับรู้ว่ามีข้อมูลวงในของทุกฝ่ายอยู่พอสมควร และเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาดพอจะก้าวข้ามอคติทั้งหลายไปสู่ทรรศนะที่สามารถเห็นในประโยชน์ของส่วนรวม โดยไม่ถูกม่านประโยชน์ หรือทิฐิของตัวเองบังตาไว้ จึงขอความรู้ ด้วยคำถามว่า
“คิดว่าการเมืองช่วงนี้ ควรจะไปทางไหน”
ผู้ใหญ่ท่านนั้นถอนหายใจเข้าเฮือกใหญ่ แหงนหน้ามองไปที่ท้องฟ้าเบื้องหน้าอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนจะบอกด้วยเสียงสงบอันสะท้อนว่าผ่านการใคร่ครวญในข้อมูลรอบด้าน ด้วยความคิดที่ตัดบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวออกไปแล้วว่า
“ทุกพรรคทั้งหมดต้องร่วมมือกัน ตกลงกัน หันหน้าเข้าคุยกัน โดยวางทุกอย่างลง คุยกันในประเด็นที่ว่าจะต้องช่วยกันพาประเทศให้พ้นจากภาวะนี้ให้ได้”
“ตอนนี้มันตัน” คือคำอธิบายต่อเนื่อง
“มันไปไม่ได้ ทางเดียวที่จะฝ่าไปได้คือทุกพรรคทุกฝ่ายต้องตกลงกัน ในมุมของผลประโยชน์ของส่วนรวม ตกลงกันว่ารัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นนี้จะทำหน้าที่เพียงปีเดียว หรือปีครึ่ง ด้วยภารกิจเร่งด่วนเพียงเรื่องเดียว”
คือ “สร้างระบบการเมืองที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายขึ้นมาให้ได้” โดยขยายความว่า “วิธีก็คือให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการเขียนรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมขึ้นมา เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ให้ทุกฝ่ายยอมรับในความเป็นธรรม หลังทำประชามติ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ จัดการเลือกตั้งอีกครั้ง ด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่รับกันได้ว่าเป็นกลาง”
“รัฐบาลหลังจากนั้น จึงจะนำการเมืองไทยกลับสู่ความปกติได้”
ผู้ใหญ่ท่านนั้นบอกว่า อยากนำเสนอความคิดนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือรัฐบาลอะไรก็ตาม ขอให้เป็นแบบที่ทุกฝ่ายลดทิฐิมานะ ลดความคิดแก่งแย่งแข่งขัน เพิ่มความร่วมมือร่วมใจกันสักครั้ง เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศมีทางออกที่พอเป็นไปได้
นั่นคือสิ่งที่รับเจตนาดีต่อส่วนรวมของผู้ใหญ่ท่านนั้นมา
อย่างที่บอกแล้วว่า ท่านผู้นี้ถือว่าได้สัมผัสข้อมูลจากทุกฝ่ายอยู่พอสมควร
ท่านคงประเมินแล้วว่า หากต่างฝ่ายต่างขืนดึงดันที่จะเอาชนะกันอยู่แบบทุกวันนี้ไม่มีทางที่ประเทศจะมีทางออก จึงไปสร้างกลไก และเครือข่ายที่ก่อความรู้สึกว่าเอารัดเอาเปรียบกันขึ้นมา ยิ่งทำให้ทุกอย่างจบยาก
ประเทศจะเดินเข้าสู่ความเสี่ยงต่อการสูญเสีย
ไม่มีฝ่ายใดอยู่ได้ด้วยความรู้สึกวิตกกังวลต่ออนาคต
ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของตัวเองที่ต้องอยู่บนความหวั่นไหวของการตรวจสอบ และชำระบัญชีในสักวันที่อำนาจเปลี่ยน
หรืออนาคตของประเทศชาติที่ขลุกขลักอยู่ในปัจจัยและสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเพื่อแข่งกัน หรือก้าวร่วมไปกับนานาชาติ
การนำเสนอทางออกแบบนี้ ไม่เพียงไม่มีอะไรใหม่ และกลับดูเก่าคร่ำครึเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่วันเวลาได้พิสูจน์มาครั้งแล้ว ครั้งเล่า ว่าทางออกอื่นที่คิดว่าดีกว่าทางนี้
อย่าว่าแต่ไม่ได้ผล แม้กระทั่งแค่ทำให้เกิดขึ้นจริง ยังไม่เคยได้
ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นด้วยกับหนทางแบบนี้
แต่วันนี้คล้ายกับว่าเมฆทะมึนของพายุร้ายกำลังครอบคลุมจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
การละทิ้งความไม่เคยเห็นด้วย กลับให้ความรู้สึกว่า “ทางนั้นเป็นทางที่สดใหม่”

