วันแดงเดือดที่เตลิดไปไกลถึง “ซ้ายจัดดัดจริต” ในปี พ.ศ.2562 นั้น
หากใช้หมุดหมาย การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน เป็นสัญลักษณ์การพังทลายของ “คอมมิวนิสต์”
(กำแพงเบอร์ลิน สร้างขึ้น 13 สิงหาคม 2504-7 พฤศจิกายน 2532 รัฐบาลคอมมิวนิสต์แห่งเยอรมนีตะวันออกประกาศยุติบทบาท และอีก 2 วันต่อมา ชาวเบอร์ลินได้ร่วมกันพังกำแพงเบอร์ลินลง)
นี่ก็ผ่านมาจะครบ 30 ปีแล้ว
แต่ผีคอมมิวนิสต์ถูก “ปลุก” ขึ้นมาเขย่าขวัญคนประเทศนี้อีก
มึนๆ มายังไง
มีผู้ที่นั่งอยู่ในหัวใจ “สีเขียว” อธิบายว่าคำว่า “ซ้ายจัด” มีนัย ที่หมายถึงพวกที่มุ่งจะลบล้างสถาบันหลักของชาติด้วยความรุนแรง
ผงกหัว ขยับเท้า งึก-งึก งัก-งัก
ไม่ได้เห็นด้วย
แต่เพลง “เช เกวารา” ของพี่แอ๊ดและคาราวบาว ผุดขึ้นมาคึกคักในหัวใจต่างหาก
“เช ยังไม่ตาย
เขาอยู่ท้ายรถบรรทุก
เขียนถ้อยคำสนุก
ใครบ้างอยากรู้ที่มา
สายตายาวไกล หัวใจทนง
คือผู้ปักธงนำชัยสู่มวลประชา”
การปรากฏตัวของเช เกวารา ในสังคมไทย ยุคหลัง “คอมมิวนิสต์” บนท้ายรถบรรทุก และผนังผับเพื่อชีวิตนั้น
มีผู้ศึกษาปรากฏการณ์นี้เอาไว้ หลายเวอร์ชั่น
น่าจะหามาอ่าน
เพราะถือเป็นการคลี่คลายทางอุดมการณ์ไปสู่ความหมายอื่นในเชิงทุนนิยม อย่างสินค้า แฟชั่น และอื่นๆ อย่างกว้างขวาง
แต่ก็มิได้ “ลบ”
ยังคงดำรงสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยากอยู่
อย่างไรก็ตาม คงมีคนหัวเราะกันครึกครื้น
หากมีใครคิด “ตกขอบ” วิเคราะห์ไปว่า “ผีคอมมิวนิสต์” แพร่ขยายไปถึงท้ายรถบรรทุกและผนังผับเพื่อชีวิตแล้ว
เช่นกัน อาจมีคนก้มอมยิ้ม เมื่อได้ยินคนตะโกนปาวๆ เรื่อง “คอมมิวนิสต์” กำลังเป็นภัยคุกคามที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับชาติใน พ.ศ.นี้
และวงเล็บคำถามไว้หน่อยว่า มหันตภัยนี้จะหายไปดื้อๆ หรือไม่ หากฟากฝั่งตนได้ที่มุ่งหมาย เช่น จัดตั้งรัฐบาลและสืบทอดอำนาจต่อไปตามที่หวังได้
แวะออกนอกทางมาถึงตรงนี้ ก็ขอเขียนต่อไปอีกหน่อย
ถึงเหตุที่บางฝ่ายตั้งรัฐบาลไม่ได้อย่างราบรื่น แทนที่จะทบทวนว่าทำไมจึงชนะใจชาวบ้านไม่ได้ มากกว่าที่จะสาดโคลนไปใส่คู่แข่ง
ซึ่งว่าที่จริงเขาก็ไม่ได้มุดดิน ต่อสู้เสียที่ไหน
หากแต่ยืนสู้บนเวที ให้แสงสาดใส่ แทบจะส่องเห็นไส้เห็นพุงข้างใน
อาจจะต่าง “คนอื่น” ตรงที่เขาประกาศเป็น “คนรุ่นใหม่” ซึ่งตรงนี้ก็ตีโจทย์ให้ดีว่าหมายถึงอะไร จึงโน้มใจให้คนรุ่นใหม่เทเสียงสนับสนุน
เพราะถูกหลอก เพราะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สอนสั่งไม่ดี จริงหรือ
คนดีจะผูกขาดไว้เฉพาะคนรุ่นเก่าเท่านั้นหรือ
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ต้องคิด ต้องกังวล
การดึงเวลากลับไปในอดีต แล้วให้หยุดนิ่งเอาไว้ที่เดิม เป็นจริงหรือไม่
ขอจบดื้อๆ ด้วยปาฐกถาของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557 หัวข้อ “นิธิ 20 ปีให้หลัง” ดังนี้
“ผมเป็นนักเล่นนาฬิกา
…และผมมาพบอย่างหนึ่งว่า
ข้อดี คุณสามารถหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่อดีตเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ
แต่ข้อเสียของนาฬิกามันมีอยู่อย่างหนึ่ง
คือถึงเราหมุนกลับไปแค่ไหนก็ตามแต่
มันก็จะเดินก้าวหน้าต่อไปไม่ยอมหยุด
เดินมาถึงจุดที่เราไม่อยากให้มันมาถึงจนได้สักวันหนึ่ง
นาฬิกาสอนใจเรา แม้หมุนกลับเวลาไปนาน หรือไกลแค่ไหนก็แล้วแต่
แล้วเมื่อคุณพอใจกับเวลาที่ตั้งใหม่ซึ่งเป็นอดีต
แต่อย่าลืมว่านาฬิกามันไม่หยุด
ที่ร้ายกาจคือ เมื่อคุณถอยกลับไปแล้ว เสือกเดินต่อไปอีก จนมาถึงจุดที่คุณไม่อยากให้มันมาถึงได้เสมอไป”

