ไม่ว่าใครจะมี “ภาพ” ทางการเมืองของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอย่างไร แต่การที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปล่อยคลิปวิดิโอออกมาโดยระบุว่า
“ตั้งแต่ทำงานการเมืองมา คราวนี้เรียกว่าแพ้ยับเยินมากที่สุด”
ถือได้ว่าเป็นการยอมรับอย่างกล้าหาญ
ประเด็นมิได้อยู่ที่ว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้รับเลือก เข้ามา 1 ส.ส.เขต 4 ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ที่แหลมคมเป็นอย่างมากอยู่ตรงที่
“เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างนี้บ้านเมืองไม่ปลอดภัยเนื่องจากคะแนนพอๆกันทั้ง 2 ฝ่าย”
ตรงนี้คือความวิตก”ร่วม”ภายหลัง”การเลือกตั้ง”
ถามว่าสภาพความเป็นจริงอันสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งเมื่อวัที่ 24 มีนาคม สะท้อนสภาพความเป็นจริงอันดำรงอยู่อย่างไรภายในสังคม
คำตอบ 1 คือ ปัญหาและความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่ก่อน รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ยังดำรงอยู่
ความหมายก็คือ ยังจัดการพรรคเพื่อไทยไม่ได้
นอกจากไม่สามารถสยบพรรคเพื่อไทยลงได้หากแต่ยังได้นำไปสู่การแจ้งเกิดของพรรคอนาคตใหม่อันนำไปสู่การผนึกเป็น แนวร่วมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.
คำตอบ 1 ก็คือ มาตรการอันกำหนดผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญกำลังแสดงให้เห็นว่าเป็นตัวปัญหา
รูปธรรม คือ การเป็นตำบลกระสุนตกของ “กกต.”
หากประเมินว่ารัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เป็นรัฐประหาร”เสียของ” วิกฤตอันเนื่องแต่การเลือกตั้งก็กำลังชี้ให้เห็นผลของรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ว่าเป็นอย่างไร
อาจมีบทสรุปเช่นเดียวกับรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
คำถามที่เสนอเข้ามาอย่างแหลมคมยิ่งก็คือ บทสรุปของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ บทสรุปของ คสช.กับบทสรุปของพรรคพลังประชารัฐจะเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ท่าทีภายหลังบทสรุป
จะเป็นการยอมรับความเป็นจริงและยึดกุมหลักแห่งการปรองดองเพื่อแก้ไขปัญหาให้จบลงด้วยหลักสมานฉันท์
หรือว่าจะสร้างปัญหาทับถมลงไปอีกจนกลายเป็นวิกฤต

