ประธาน นปช.ประเมินผลงาน คสช. ที่บริหารประเทศภายใต้กระบอกปืน ย้ำผลงานโดดเด่นคือ ไม่รักษาสัญญา ไม่สร้างความปรองดอง มุ่งแต่จะซื้ออาวุธ ปูนบําเหน็จบํานาญ ตกรางวัลให้พวกพ้อง ตัดงบความเป็นอยู่ประชาชน เศรษฐกิจย่ำแย่
วันนี้ (22 พ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 22 พ.ค. โดยประเมินผลงานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า ไม่รักษาสัญญา ไม่ทำงานตามคำพูด จึงไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมาอวดอ้าง แต่ออกคำสั่งและประกาศ คสช.นับร้อยฉบับมาใช้บังคับกับประชาชน
นายจตุพรย้ำว่า ผลงานนับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจมาเมื่อ 22 พ.ค.2557 และครบเวลา 2 ปี ในวันนี้ สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่เคยทำเลย คือ ไม่จัดงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันวิสาขบูชาถึง 3 ปีติดต่อกัน สิ่งนี้เป็นอารมณ์ไม่พอใจสะสมให้กับคณะสงฆ์ และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรชี้แจงให้กระจ่างว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จึงทำให้คณะสงฆ์ต้องหางบประมาณมาจัดงานวันวิสาขบูชากันตามลำพัง
“ถึงวันนี้ การจัดงานวันวิสาขบูชาที่ผ่านไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทราบหรือไม่ และนายสุวพันธุ์ รมต.กำกับสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วยอธิบายด้วยว่ามีปัญหาอะไรกันแน่ เพราะนับแต่ยึดอำนาจมา ไม่เคยให้งบอุดหนุนในการจัดงานวันวิสาขบูชาเลย ถามจริงว่าท่านมีปัญหาอะไร นายกรัฐมนตรีรู้หรือไม่รู้ ถ้าไม่รู้ ก็ควรรู้ไว้ สิ่งนี้เป็นความกังขาสะสมในคณะสงฆ์ ทั้งที่ปัญหาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชก็หนักแล้ว รัฐบาลชั่งใจดำมา 3 ปีแล้ว ท่านรู้หรือไม่ มีปัญหาอะไร หากไม่รู้ต้องเรียก รมต.มาชักถาม ว่าทำไมไม่อนุมัติงบประมาณจัดงานวันวิสาฆบูชา”
ส่วนการประเมินผลงานของรัฐบาลและ คสช.ในด้านอื่นๆ นั้น นายจตุพรกล่าวว่า ตลอดเวลา 2 ปีนั้น คสช.ทำงานภายใต้หลักคิดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเอาไว้ทีหลัง แล้วอ้างความจำเป็นในการจัดซื้ออาวุธมารักษาความมั่นคง ทั้งที่ประเทศไม่มีภัยสงคราม ไม่ได้ไปรบกับใคร จึงไม่จำเป็นต้องซื้ออาวุธในช่วงประชาชนประสบกับปัญหาความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจกันหนักหน่วง จึงทำให้ประชาชนไร้ผู้นำมาแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งสำคัญแล้ว ประชาชนต้องการผู้นำที่อิ่มที่หลัง ต้องการคนเสียสละ ไม่ใช่เน้นแต่ซื้ออาวุธ ดังนั้น 2 ปีตั้งแต่ยึดอำนาจมา จึงประเมินผลว่า คสช.ไม่เคยทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
“การประเมินผลงาน 2 ปี คสช.คงทำได้ยากในการปกครองภายใต้กระบอกปืน แต่ผมขอประเมินว่าไม่รักษาสัญญา ไม่รักษาคำพูด ไม่มีผลงาน มีแต่คำสั่ง คสช.ร้อยกว่าฉบับ เพราะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการอะไร ก็ออกคำสั่งได้ แม้ควบคุมอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ความสงบก็เกิดขึ้นแล้วตามความต้องการของฝ่ายยึดอำนาจ ส่วนด้านเศรษฐกิจก็สงบเงียบเช่นกัน จนเกิดภาวะแย่ไปตามๆ กัน ร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคนของตัวเองมาร่าง แล้วก็ล้มคว่ำไปเอง จนมาถึงร่างรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ ก็เขียนกติกามากีดกันฝ่ายอื่นไว้มากมาย แต่กลับไม่หาทางออกไว้ว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร”
นายจตุพรกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของรัฐบาลในช่วง 2 ปีนั้น แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่มุ่งแต่โกหกกันไปจนตัวเองเชื่อในสิ่งที่โกหกกันเอง โกหกว่าทุกอย่างทำงานได้สำเร็จตามความตั้งใจ แต่ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ กลไกของรัฐบาลยังสะท้อนถึงการทำงานกันแบบหลอกๆ กัน ไม่กล้ารายงานความจริงให้ทราบ เพราะกลัวถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง
กรณีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการรายงานที่หลอกๆ กัน เพื่อให้รัฐบาลพึงพอใจ โดยรายงานแต่ผลชนะให้ พล.อ.ประยุทธ์รับฟัง เพราะรายงานความจริงกันไม่ได้ ข้าราชการจึงเอาตัวรอดไว้ก่อน ดังนั้น การอยู่กันแบบหลอกกัน และกลัวคำว่าแพ้ จึงต้องทำงานแบบลนลาน แล้วให้อยู่ในตำแหน่งอย่างน้อยถึงวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งผลประชามติจะทำให้รู้ว่าเกิดความพ่ายแพ้ย่อยยับอย่างไรกัน และจะแพ้ชนิดที่หนักกว่ารัฐบาลทหารพม่าแพ้การเลือกตั้งของประชาชนเสียอีก
นายจตุพรกล่าวว่า ประชาชนรอวันที่ 7 ส.ค. และพวกตนรู้จักประชาชนจึงไม่วิตกอะไรเลย แม้ผู้มีอำนาจสร้างกติกาขึ้นมากีดกันคนอื่น แต่จะทำให้เกิดทุกข์กับตัวเอง เพราะกติกานั้นจะย้อนมาเล่นงานตัวเอง การสั่งให้รับร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดการแตกตื่น กลไกรัฐระดมเจ้าหน้าที่เป็นล้านคน ย่อมเน้นให้คนมาใช้สิทธิให้มาก ดังนั้น วันที่ 5 มิ.ย. นี้ นปช.จะเปิดศูนย์จับโกงการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ และจะเชิญชวนให้คนมาใช้สิทธิให้มาก
“การใช้กลไกรัฐระดมเจ้าหน้าที่เป็นล้านคน ชี้ให้เห็นว่ากลัวแพ้ จึงทำงานกันด้วยความลนลาน สิ่งที่พวกเราหวั่นคือจะมีการล้มประชามติเสียก่อน จึงขอให้ คสช.ช่วยประกาศเป็นทางการด้วยว่าจะไม่ล้มประชามติ และจะไม่เป็นเหมือนการล้มร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขียนขึ้น เพื่อประชาชนจะได้ดีใจ แล้วไปวัดใจกันในวันที่ 7 ส.ค. ดังนั้น แนวทาง นปช.กับ คสช.ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน ต้องการให้มีประชามติ ไม่มีการโกงจึงต้องมาช่วยจับโกง ถ้าไม่คิดโกง และคิดล้มประชามติเสียเอง”
นายจตุพรกล่าวว่า สิ่งที่มักเกิดขึ้นกับรัฐบาลและ คสช.ในช่วง 21 ปี คือ การปูนบําเหน็จบํานาญ เป็นรางวัลให้กับพวกยึดอำนาจมาด้วยกัน แต่เกิดข่าวจะตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เมื่อถูกคัดค้านกลับแก้ตัวว่าเป็นเพียงแนวคิด รวมทั้งมีข่าวจะซื้ออาวุธ ดังนั้น งบประมาณทุกกระทรวงล้วนอยู่ในการดูแลของทหารทั้งสิ้น และได้ครอบครองงบประมาณทั้งประมาณไว้หมด ไม่ได้มีเพียงงบประมาณกลาโหมเท่านั้น

