ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปหน่วยงานที่ถือว่าเป็น “ตำบลกระสุนตก” คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งทุกครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้ง กกต. มักจะเป็นหน่วยงานที่ต้องรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาทุกยุคสมัย ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ทั้งข้อสงสัยเรื่องการประกาศผลการเลือกตั้ง รวมไปถึงคำถามเกี่ยวกับการออกคำสั่งรับรองหรือไม่รับรอง ทุกจังหวะก้าวที่ กกต.ทำงาน จะต้องอยู่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้น
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมก็เช่นกัน กกต.ถูกวิพากษวิจารณ์มาตั้งแต่ต้น ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง หัวข้อการวิพากษ์วิจารณ์หนีไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการส่งบัตรเลือกตั้งจากประเทศนิวซีแลนด์มายังประเทศไทยไม่ทันจนไม่สามารถนับเป็นคะแนนได้ หรือการนับบัตรแล้วเกิดอาการเขย่ง หรือล่าสุดคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่าง กกต.กับพรรคการเมือง และปัญหาดังกล่าวกำลังบานปลายออกไปเรื่อยๆ
ขณะนี้ปัญหาการจัดการการเลือกตั้งบานปลายไปจนกระทั่งมีการรณรงค์ถอดถอน กกต. ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า กกต.แจ้งความดำเนินคดีกับฝ่ายที่กล่าวหา จนกลายเป็นปัญหาใหม่ จากเดิมที่มีปัญหาเฉพาะการบริหารจัดการการเลือกตั้ง แต่บัดนี้มีปัญหาที่ กกต.ฟ้องร้องกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ กกต.เพิ่มเติมเข้าไป และยังมีกรณีที่ยื่นเรื่องขอให้ดำเนินการกับ กกต.เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ปัญหาเกี่ยวกับบริหารจัดการเลือกตั้งนั้น กกต.สามารถชี้แจงได้ และหากคิดว่าเสียงที่ครหาหรือข้อสงสัยที่ประดังเข้าใส่ คือคำเตือนให้การดำเนินการของ กกต.เป็นไปด้วยความรอบคอบ ในที่สุดเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏ และทุกอย่างดำเนินการไปตามครรลองของกฎหมาย ยึดถือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ปัญหาที่มีผู้ครหา จะค่อยๆ คลี่คลายไป โดยประเทศจะขับเคลื่อนไปตามหนทางข้างหน้า จนกระทั่งจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบเดิมๆ ก็จะหวนกลับมาเช่นครั้งนี้อีก แต่เมื่อ กกต.ใช้สิทธิในการฟ้องร้อง และผู้ที่ฟ้องก็ใช้สิทธิในการฟ้องกลับ ทุกอย่างจึงยังไม่จบ ปัญหาเดิมที่ กกต.ถูกครหาก็ยังมีอยู่ ไม่ยุติ ขณะที่ปัญหาใหม่ๆ ทางคดีได้เริ่มขึ้น

