“ทนายคารม” ป้อง​ “ปิยบุตร” ติชมสุจริตตามหลักวิชา ไร้เจตนาหมิ่น​ ชี้ คสช.ไม่ใช่ผู้เสียหาย

10.04.19 | 20:47 น.

“ทนายคารม” ป้อง​ “ปิยบุตร” ติชมสุจริตตามหลักวิชา ไร้เจตนาหมิ่น​ ชี้ คสช.ไม่ใช่ผู้เสียหาย ฉะ​ “เทพไท”เห็นแก่ตัว หลังชงม.44​ ให้เลือกตั้งโมฆะ​ รำลึกสลายชุมนุมเสื้อแดง​ ปี​ ’53 เป็นบาดแผลร้าวลึก

เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายคารม พลพรกลาง ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนค. ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานหมิ่นศาล ในการอ่านแถลงการณ์หลังจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบ ว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็นทนายต่อสู้คดีหมิ่นศาลของ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีตส.ส. ที่เจ้าหน้าที่ของศาลเป็นผู้แจ้งความ จนในที่สุดอัยการสั่งไม่ฟ้อง จึงเห็นว่ากรณีของนายปิยบุตรมีความแตกต่างออกไป สามารถโต้แย้งได้ทันทีว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของคณะรักษา​ความสงบ​แห่งชาติ​(คสช.)​ ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย​ จึงไม่อาจฟ้องร้องได้ อีกทั้งในแง่ข้อเท็จจริงก็สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านายปิยบุตรไม่ได้มีเจตนาหมิ่น แต่เป็นการติชมโดยสุจริตตามหลักวิชาการจากการอ่านแถลงการณ์แสดงท่าทีเมื่อทษช.ถููกยุบ ซึ่งกลุ่มนักกฎหมายอนาคตใหม่เพื่อสังคมที่เท่าเทียมกัน (นอสท.) พร้อมจะไปให้กำลังใจนายปิยบุตรที่จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 17 เมษายนนี้ด้วย

นายคารม ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายเทพไท เสนพงษ์ ว่าที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ใช้ม.44 เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่า ต้องถามว่านี่เป็นการเห็นแก่ตัวหรือไม่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วข้อเสนอเช่นนี้ไม่อาจทำได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.ป.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กำหนดบทบาทหน้าที่ของกกต.ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เมื่อผ่านการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.ไปแล้ว ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของกกต.ในการดำเนินการขั้นต่อไป พอผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง แล้วจะเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะไม่ได้ ส่วนกรณีที่ยังมีข้อครหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของกกต.ในการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของการเปิดคะแนนดิบรายหน่วยเลือกตั้ง และสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ หากประเด็นไหนเป็นปัญหาก็แก้เป็นรายกรณีไป ไม่ใช่การล้มกระดานด้วยการทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ นอกจากนี้​ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ต้องเคารพเจตจำนงของประชาชนที่ไปใช้สิทธิด้วย

ส่วนการครบรอบการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย​ต่อต้านเผด็จการ​แห่งชาติ​(นปช.)​ วันที่ 10 เมษายน 2553 นายคารม กล่าวว่า ครั้งเป็นทนายนปช.​ ตนรับผิดชอบในคดีของนายฟาบิโอ โปแลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี ที่เสียชีวิตในการชุมนุม ซึ่งผลการไต่สวนพลิกศพชี้ว่า เกิดจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ แต่ 9 ปีผ่านไปคดีความต่างๆก็ยังไม่คืบหน้า​ ศาลบอกว่า ฟ้องผิด ต้องไปฟ้องต่อคณะกรรมการ​ป้องกัน​และ​ปราบปราม​การทุจริต​แห่งชาติ​(ป.ป.ช.)​แต่ป.ป.ช.ก็มีมติว่า จะไม่อุทธรณ์แล้ว เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี2553 จึงเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ร้าวลึก ไม่ต่างจาก 14 ตุลาคม​ 2516 หรือ 6 ตุลาคม​ 2519 เป็นบทเรียนที่สังคมไทยต้องเรียนรู้และจดจำ ว่า ทางออกจากความขัดแย้งต้องยึดมั่นในระบบรัฐสภา ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยสากล ทหารต้องอยู่ในกรมกอง​ อย่ามองประชาชนเป็นศัตรู