“ทนายคารม” ป้อง “ปิยบุตร” ติชมสุจริตตามหลักวิชา ไร้เจตนาหมิ่น ชี้ คสช.ไม่ใช่ผู้เสียหาย ฉะ “เทพไท”เห็นแก่ตัว หลังชงม.44 ให้เลือกตั้งโมฆะ รำลึกสลายชุมนุมเสื้อแดง ปี ’53 เป็นบาดแผลร้าวลึก
เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายคารม พลพรกลาง ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนค. ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานหมิ่นศาล ในการอ่านแถลงการณ์หลังจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบ ว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็นทนายต่อสู้คดีหมิ่นศาลของ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีตส.ส. ที่เจ้าหน้าที่ของศาลเป็นผู้แจ้งความ จนในที่สุดอัยการสั่งไม่ฟ้อง จึงเห็นว่ากรณีของนายปิยบุตรมีความแตกต่างออกไป สามารถโต้แย้งได้ทันทีว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่อาจฟ้องร้องได้ อีกทั้งในแง่ข้อเท็จจริงก็สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านายปิยบุตรไม่ได้มีเจตนาหมิ่น แต่เป็นการติชมโดยสุจริตตามหลักวิชาการจากการอ่านแถลงการณ์แสดงท่าทีเมื่อทษช.ถููกยุบ ซึ่งกลุ่มนักกฎหมายอนาคตใหม่เพื่อสังคมที่เท่าเทียมกัน (นอสท.) พร้อมจะไปให้กำลังใจนายปิยบุตรที่จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 17 เมษายนนี้ด้วย
นายคารม ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายเทพไท เสนพงษ์ ว่าที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ใช้ม.44 เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่า ต้องถามว่านี่เป็นการเห็นแก่ตัวหรือไม่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วข้อเสนอเช่นนี้ไม่อาจทำได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.ป.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กำหนดบทบาทหน้าที่ของกกต.ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เมื่อผ่านการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.ไปแล้ว ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของกกต.ในการดำเนินการขั้นต่อไป พอผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง แล้วจะเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะไม่ได้ ส่วนกรณีที่ยังมีข้อครหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของกกต.ในการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของการเปิดคะแนนดิบรายหน่วยเลือกตั้ง และสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ หากประเด็นไหนเป็นปัญหาก็แก้เป็นรายกรณีไป ไม่ใช่การล้มกระดานด้วยการทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ นอกจากนี้ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ต้องเคารพเจตจำนงของประชาชนที่ไปใช้สิทธิด้วย
ส่วนการครบรอบการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) วันที่ 10 เมษายน 2553 นายคารม กล่าวว่า ครั้งเป็นทนายนปช. ตนรับผิดชอบในคดีของนายฟาบิโอ โปแลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี ที่เสียชีวิตในการชุมนุม ซึ่งผลการไต่สวนพลิกศพชี้ว่า เกิดจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ แต่ 9 ปีผ่านไปคดีความต่างๆก็ยังไม่คืบหน้า ศาลบอกว่า ฟ้องผิด ต้องไปฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)แต่ป.ป.ช.ก็มีมติว่า จะไม่อุทธรณ์แล้ว เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี2553 จึงเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ร้าวลึก ไม่ต่างจาก 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 เป็นบทเรียนที่สังคมไทยต้องเรียนรู้และจดจำ ว่า ทางออกจากความขัดแย้งต้องยึดมั่นในระบบรัฐสภา ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยสากล ทหารต้องอยู่ในกรมกอง อย่ามองประชาชนเป็นศัตรู

