ส่องทางออก-ลดโต้แย้ง ปมคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

12.04.19 | 10:00 น.

หมายเหตุ – เป็นความเห็นนักวิชาการและนักการเมืองต่อทางออกของปัญหาการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ยังมีความเห็นแตกต่างระหว่างพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนี้ โดยหนึ่งในทางเลือกเป็นข้อเสนอที่ให้ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อหาข้อยุติ


ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กระบวนการคำนวณสัดส่วน ส.ส. มีสูตรที่หลากหลาย หากมองในภาพกว้างมี 2 ปัญหาทับซ้อนกันอยู่คือ 1.ปัญหาของสูตรที่ใช้ในการคำนวณสัดส่วน ส.ส. และ 2.ปัญหาที่เรามองข้ามคือ สูตรในการคำนวณมีปัญหา เพราะสร้างช่องว่างและนำไปสู่การเลือกตั้งที่เกิดคำถามว่า การคิดสัดส่วนอาจจะไม่เป็นธรรมด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องอาศัยกระบวนการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็ต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่ง คณะกรรมการใดคณะกรรมการหนึ่ง โดยเฉพาะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้สรุปว่าความจริงแล้วใช้สูตรไหนกันแน่

เรื่องของสูตรคณิตศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นคือการสร้างฉันทานุมัติ หรือข้อยอมรับจากทุกฝ่ายก่อน ไม่อย่างนั้นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์คือ เมื่อประกาศผลแล้วจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นเรื่อยๆ จากผลคะแนน จึงต้องมีมติร่วมกันว่าสูตรนี้คิดกันแบบนี้ และทุกฝ่ายก็ยอมรับในการใช้สูตรนี้ ทำให้ได้ผลออกมาตรงกัน เพราะปัจจุบันยังมีความสับสนอยู่ว่าใช้สูตรไหน

ก่อนที่จะขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องถามว่าทุกฝ่ายมีความจริงใจในการพยายามแก้ไขปัญหานี้ และต้องการความโปร่งใสของการตรวจสอบการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการนำ กรธ.มาตั้งเป็นคณะกรรมการชุดนี้ก่อน เพื่อสร้างความกระจ่างเรื่องสูตรคำนวณ ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องการเลือกตั้งที่มีความโปร่งใสและยุติธรรม

Advertisement

ปัจจุบันสูตรคณิตศาสตร์ที่กำลังพูดกันอยู่กำลังส่งปัญหากับระบบการเลือกตั้งโดยรวม เนื่องจากทำให้ระบบการเลือกตั้งเกิดข้อกังขาว่ามีความยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองที่ยังตอบกันไม่ได้

ข้อเสนอแนะคือ ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ หรือคนที่มีส่วนในการกำหนดระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน โดยเฉพาะ กรธ.ต้องกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองใหม่อีกครั้ง

การกลับมาตีความรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างข้อตกลงในการตีความให้เป็นไปในทางเดียวกัน จะทำให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับ และจะสามารถปลดเงื่อนความขัดแย้งทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าสูตรคณิตศาสตร์นี้ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ ตัวระบบการเลือกตั้งทั้งหมดจะกลายเป็นปัญหาที่สร้างความขัดแย้งทางด้านการเมืองเสียเอง

เชิงชาญ จงสมชัย
คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

มีข้อเสนอให้ กกต.ชงเรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กฎหมายเขียนมาแล้วแต่ตีความกันคนละอย่างและ กกต.ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งความวุ่นวายเริ่มตั้งแต่การร่างกฎหมายที่ไม่ชัดเจน การตีความจึงไปคนละอย่าง กกต.คงป้องกันตัวเอง หากตัวเองตีความและตัดสินไปแล้ว กิดเสียงไม่พอใจขึ้นมา กกต.เองจะเดือดร้อน จึงต้องหาที่พิงต้องหาใครสักคนหรือองค์กรสักองค์กรมาป้องกันตัว จึงต้องไปพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ

ในความเห็นเรื่องนี้ คือกฎหมายไม่ชัดเจน พอกฎหมายไม่ชัดเจนก็จะเกิดการตีความที่หลากหลาย เมื่อใช้สูตรหนึ่งตีความ หรือใช้อีกสูตรหนึ่งตีความ ผลที่ออกมาก็จะต่างกัน ทำให้เกิดความได้ความเสียที่ตามมา กกต.จึงต้องหาที่พึ่งพิง เอาไปเอามาเหมือนกับเป็นการโยนเผือกร้อนให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ

สำหรับทางออกของปัญหา มองว่าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น ควรจะให้กลับไปใช้แบบเดิม คือบัตรเลือกตั้ง 2 บัตร ใบหนึ่งเลือก ส.ส. อีกใบเลือกพรรคการเมือง จะง่ายกว่าและจะไม่เกิดความวุ่นวาย ไม่มีปัญหาในจำนวนที่นั่งของ ส.ส.

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การพยายามตีความกฎหมายเพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช. หรือพรรคพลังประชารัฐ ในการหาคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในการที่จะเป็นรัฐบาล ฉะนั้นปัญหาตอนนี้คือความเป็นกลางของ กกต.ในการตีความกฎหมาย กกต.ไม่จำเป็นต้องส่งไปตีความกฎหมาย ถ้าหากยึดหลักความเป็นกลาง จริงๆ แล้วกระบวนการก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่หากส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะทำให้กระบวนการล่าช้า ทั้งที่ถ้ายึดสูตรตามหลักกฎหมายแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

การที่พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนต่ำกว่า 70,000 เสียง ก็ไม่ควรได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากแย้งว่าไม่เป็นการให้โอกาสพรรคเล็ก เป็นการตัดสิทธิของผู้เลือกตั้ง ตรงนี้มองว่าอันนี้ไม่ใช่ประเด็น ระบบการเลือกตั้งปัจจุบันของไทยพยายามจะทำให้ทุกเสียงมีค่าอยู่แล้ว เรามี ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งปาร์ตี้ลิสต์เองก็เป็นกระบวนการที่นำทุกเสียงที่ลงคะแนนในการเลือกตั้ง มาคิดให้เป็นสัดส่วนให้พรรคการเมืองได้

แต่ในเมื่อพรรคการเมืองอย่างพรรคเล็กๆ ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ ก็ไม่ใช่หมายความว่า กกต.ต้องมาปรับเพื่อให้เอื้อต่อพรรคเล็กได้ ส.ส.เข้ามา ระบบก็ควรเป็นระบบควรจะยึดเอาไว้ ตามหลักที่ทุกคนยอมรับ นั่นคือเสียงต้องคิดประมาณ 71,000 เพราะฉะนั้นพรรคที่ได้ต่ำกว่านี้จะมาแย้งว่าเป็นการไม่ให้โอกาสไม่ได้ เราพูดถึงระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เมื่อเสียงไม่ได้มากพอ พรรคเหล่านั้นก็ต้องยอมรับว่าตัวเองก็อาจไม่มีสิทธิเข้าสภาในรอบนี้ ก็ต้องรอรอบต่อไป

นิกร จำนง
ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา

ผมเคยให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวมาก่อนแล้ว เพราะอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของการเลือกตั้งครั้งแรกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความและชี้ขาดต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะขณะนี้มีเจตนารมณ์ 3 เรื่องที่ไม่ตรงกันอยู่

เจตนารมณ์แรก เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ต้องการหาค่าเฉลี่ยอันเป็นคะแนนที่ ส.ส. 1 คนพึ่งจะมี โดยนำคะแนนรวมของทุกพรรคมาหาร 500 แล้วนำเศษที่เหลือจากการคิดไปเกลี่ยอีกเล็กน้อย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มีพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งในระบบเขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคจะได้ จึงเกลี่ยกันไม่ลง ทำให้เกิดโอเวอร์แฮงก์ขึ้น

เจตนารมณ์ที่สอง เป็นเจตนารมณ์ของการยกร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นอีกเจตนารมณ์หนึ่ง โดยมีการปัดเศษที่เหลือมาให้พรรคเล็กๆ ที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยพึ่งมีของ ส.ส. 1 คน แม้ฝ่ายยกร่าง โดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะยกบันทึกการประชุมมายืนยัน แต่ถือว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายลูก แต่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายแม่

เจตนารมณ์ที่สาม ยังมีเจตนารมณ์ของประชาชนด้วย เพราะในเมื่อค่าเฉลี่ยกลางต่อ ส.ส.1 คนมีอยู่ ถ้าผลลัพธ์ออกมาเกิดขัดกับความรู้สึกของประชาชน โดยผู้ที่ได้ ส.ส.กลับมีคะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ย จะทำให้คนสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะอย่าลืมว่าประชาชนต่างตั้งความหวังกับการเลือกตั้ง 24 มีนาคมไว้มาก หากคนเกิดความสิ้นหวังขึ้น จะเรียกความเชื่อมันในส่วนนี้กลับคืนมาไม่ได้ แล้วจะเป็นผลกระทบในทางการเมืองที่รุนแรงมาก ที่สำคัญยังจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

ดังนั้น ถึงตอนนี้จึงไม่อยากโทษใคร เพราะระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ถือเป็นการใช้ครั้งแรกในโลก ที่ไหนก็ไม่มี แทนที่จะโยนกันไปโยนกันมา ผมเห็นว่าทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรหันหน้ามาหาข้อสรุปกันดีกว่า ว่าจะกำหนดให้การคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นแบบไหนถึงจะถูกต้องตามเจตนารมณ์ที่ควรจะเป็น เพราะวันนี้ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ทั้ง 3 เจตนารมณ์นี้ถือว่าขัดกันจนเป็นสามเศร้าไปแล้ว จึงอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

แม้ว่าก่อนหน้าที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ศาลรัฐธรรมนูญจะเคยตีความแล้วว่า ไม่มีเนื้อหาใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา จะไปโทษศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ได้ เพราะการเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบแบบนี้ วันนั้นคงไม่มีใครมองเห็นว่าวิธีคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะมีปัญหาขึ้นมา แต่ในเมื่อวันนี้เหตุมันเกิดขึ้นแล้วก็ควรหาทางออกเพื่อจะได้เป็นแนวทางสำหรับนำมาใช้กันต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า