ก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีความหวังว่า หลังจากนี้ประเทศจะคืนสู่ความเป็นปกติอย่างน้อยระดับหนึ่ง
หมายถึงการกลับสู่ประเทศที่สากลโลกได้รับรู้ว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย พ้นไปจากอำนาจเผด็จการ
ระดับหนึ่งหมายความว่าแม้จะมีการวางรากฐานการสืบทอดอำนาจผ่านกฎหมายไว้แบบสลับซับซ้อน จนอำนาจเผด็จการจะยังคงอิทธิพลต่อการควบคุมอำนาจรัฐ แต่อย่างน้อยจะมีผู้แทนราษฎร หรือตัวแทนจากประชาชนแทรกเข้ามาทำหน้าที่ได้บ้าง พอเป็นความหวังว่าจะป็นหน่อเนื้อที่จะผลิดอกออกผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้ในอนาคตอยู่บ้าง
ทว่าการเลือกตั้งกลับคล้ายจะยิ่งนำวิกฤตมาสู่การเมืองไทย เนื่องจากผลที่ออกมาดูจะนำพาไปสู่ทางตัน
ใครชนะ ใครแพ้ สิทธิการเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาลควรจะเป็นของใครกลายเป็นเรื่องถกเถียงกันโดยหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะต่างมีเหตุผลที่ฝ่ายตัวเองอ้างความชอบธรรมมาตอบโต้ประเพณีที่เคยปฏิบัติ
ยิ่งไปกว่านั้นการประกาศผลการเลือกตั้งกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาชี้ให้กังขาในบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในทำนองว่าเป็น “องค์กรอิสระ” จริงหรือ
หรือว่าเป็นแค่ “มือไม้” ที่บางฝ่ายสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือให้กับตัวเอง
ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาโจมตีหนักที่สุดคือ “สูตรการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์”
ด้วยตามปกติ “จะคำนวณอย่างไร” ย่อมถือเป็นกติกาที่ต้องรับรู้ก่อนสมัครและหาเสียงเพื่อรับเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้แข่งขันเตรียมตัว และดำเนินการทั้งการวางตัวผู้สมัคร และการหาเสียงให้สอดคล้องกับกติกาที่เป็นสูตร
แต่ที่สุดแล้วหาได้เป็นอย่างไรไม่
กลับกลายเป็นว่า เมื่อรู้ผลการเลือกตั้งแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงได้คิดสูตรการคำนวณขึ้นมา จนถูกโจมตีว่าไม่มีการแข่งขันอะไรที่ประกาศกติกาหลังการแข่งขัน
ยิ่งกติกานั้นส่งผลระดับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของความชอบธรรม
ในที่นี่หมายถึง “เสียงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล” ซึ่งเป็นเรื่องไม่ควรจะเกิดขึ้น
การคัดค้านต่อต้านยิ่งไปกันใหญ่
ข้อสรุปเริ่มแรกของคณะกรรมการการเลือกตั้งไปในทางหนึ่งถูกต่อต้านหนักทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายที่ถูกบั่นทอนความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล เลยถึง “กลุ่มนักวิชาการ” ที่ออกมาเตือนว่า “กฎหมายมีความชัดเจนแล้ว อย่าทำให้ผิดเพี้ยน และจะทำให้ความรู้สึกว่าการเลือกตั้งมีความไม่ชอบธรรมมีน้ำหนักให้ต่อต้านมากขึ้น”
และแน่นอนที่สุดแล้ว ผลจะไปลงที่การพิจารณาว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” กระทำการในแนวที่จะนำความผิดมาให้ตัวเองหรือไม่
กระทั่งในที่สุด “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยการโยนภาระในการอธิบายสูตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตีความ
ศาลรัฐธรรมนูญ อันมี นายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธาน
ความอ่อนไหวอยู่ที่
ระหว่างเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง กับความชอบธรรมที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้
จะทำให้เป็น และอธิบายให้เป็นไปในทางเดียวกันอย่างไร
ไม่เพียงเพื่อรักษา “ศรัทธาต่อองค์กรอิสระไว้บ้าง” เท่านั้น
แต่ยังเป็นภารกิจเพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปได้ ในแบบลดความกังวลของผู้คนในเรื่องความรุนแรงลงได้ด้วย

