หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ กรณีข้อเสนอนายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มีวาระ 2 ปี เพื่อผ่าทางตันการตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ไร้เสถียรภาพ โดยเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง 4 คน ได้แก่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท
อดีต ผบ.ทบ. นายพลากร สุวรรณรัฐ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น โดยตัวรัฐธรรมนูญไม่มีช่องที่ให้ทำได้ การไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ถ้าจะอ้างประเพณีที่จะผ่านมา ก็ยิ่งไม่มีช่อง กล่าวคือ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติในทางหลักการควรต้องถึงจุดที่เป็นวิกฤต เป็นทางตันจริงๆ ซึ่งในเวลานี้ยังไม่มี ปัญหาใหญ่คือการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ประการแรก กกต.ต้องดำเนินการให้เรียบร้อย ให้ถูกต้อง ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาคะแนนเสียงเป็นอย่างไร เมื่อดำเนินการแล้วจะไม่มีข้อกังขาว่าใครควรตั้งรัฐบาล แต่ตอนนี้เหมือนมีความพยายามแก้ปัญหาไม่ใช่ที่ตัวปัญหา ปกติกลไกของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ อย่างฉบับนี้ก็ตามที่ไม่ได้ร่างโดยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางเมื่อเทียบกับฉบับอื่น ก็ยังมีกลไกของการแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเมื่อกลไกยังทำงานได้ การผลักดันให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติจึงยังไม่สมควร
ส่วนตัวคิดว่าจุดที่สำคัญที่สุดคือ กกต. ต้องแถลงคะแนนทั้งประเทศ ทุกหน่วย ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว กกต.ยังไม่สามารถประกาศคะแนนได้ นี่เป็นสิ่งที่เสริมสร้างวิกฤต กล่าวโดยสรุปคือปัญหาจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ แต่สถาบันทางการเมืองต้องทำหน้าที่เป็นทำนบไม่ให้เกิดความกังขา ความสับสนกังวล วิกฤตการเมืองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถาบันหลักเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรเป็น
เราต้องไว้ใจในระบบการเมือง ช่องทางการแก้ปัญหายังไม่ถึงจุดที่ต้องใช้วิธีพิเศษใดๆ เข้ามาจัดการ เว้นเสียแต่ว่าถ้าพูดถึงวิกฤตการเมืองในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา จะเกิดช่องเป็นครั้งๆ แต่ถึงที่สุดแล้วประวัติศาสตร์การเมืองไทยสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่ได้แก้ปัญหา ถ้าจะเรียกว่ารัฐบาล 14 ตุลา 2516 คือรัฐบาลแห่งชาติก็ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร ประการแรกคือ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งทยอยลาออกหมดเลย จะเกิดสภาวะแบบนั้นหรือไม่ ถ้าจะเอาแบบนั้น คสช. ก็ต้องไม่แต่งตั้ง ส.ว. และเปิดทางให้มีการใช้กระบวนการพิเศษ เพื่อให้เกิด ส.ว.ขึ้นมา เพราะหากพิจารณาจากกรอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ วางไว้ ส.ว.ก็ไม่เป็นกลาง และยังไม่รู้เลยว่า ส.ว.อีก 244 คน เป็นใคร ที่รู้แน่ๆ มี 6 คน และจะเกิดปัญหาตามมาอีกมาก เช่น ส.ว. ที่เป็นข้าราชการประจำจะดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำต่อได้อีกหรือไม่ นอกจากกรณี 6 ท่านที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นฉบับที่ประหลาดที่สุดคือมีการสืบตำแหน่งโดยใช้ตำแหน่งถาวรในกองทัพ นี่เป็นโครงสร้างที่แปลกมาก
ย้อนกลับไปที่ 14 ตุลา 2516 รัฐบาลแห่งชาติ ก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็วและตั้งรัฐบาล โดยมีความพยายามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐธรรมนูญก็ส่งเสียงในอดีตมาให้รู้แล้วว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ในขณะเดียวกัน สังคมกดดันมาก มีการปะทะรุนแรง ต่อมาหลัง ตุลา 2519 เกิดเหตุที่ธรรมศาสตร์ มีการไปเข้าป่า รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ใช้การทหารนำการเมือง เพียง 1 ปีก็อยู่ไม่ได้ ถูกรัฐประหาร ซึ่งรัฐประหาร ตุลา 2520 ชัดเจนว่าต้องจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยภายในปี 2521 แต่บังเอิญร่างรัฐธรรมนูญยาวนานกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2521 ถึงประกาศใช้ ปัญหาคือเกิดเดดล็อกว่าใช้รัฐธรรมนูญตอนจะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็เขียนมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญ 2521 ว่า ถ้าไม่ทันภายในปี 2521 ก็ไม่ให้เกิน 120 วันหลังสิ้นปี 2521 เพราะฉะนั้นจึงไปจัดการเลือกตั้งปี 2522 พอเลือกตั้งแล้ว ก็เป็นการจัดสัมพันธ์ในดุลอำนาจทางการเมืองใหม่
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในด้านหนึ่งมีความพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขและบรรยากาศเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 21 แต่บังเอิญคนที่จะมานั่งนายกฯ ไม่ได้มีบารมีขนาดนั้น กองทัพเองก็ไม่มีความสามารถที่จะแสดงความปรารถนาชัดเจนว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ แบบชี้ได้เหมือนปี 21
สำหรับประเด็นเรื่องความพยายามปรองดองด้วยรัฐบาลแห่งชาตินั้น มองว่าปัญหาอีกประการหนึ่งคือ เราไม่ยอมรับว่าเราขัดแย้งกัน ถ้ายอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติของสังคมแบบประชาธิปไตย วิธีการที่ดีที่สุดคือเอาทุกอย่างมาไว้บนโต๊ะและคุยกัน หลักสำคัญต้องยืนก่อนว่าทุกการเลือกตั้ง ประชาชนได้ส่งเจตจำนงผ่านตัวแทนที่เขาเลือก ถ้าคิดว่าทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้ว เราจะไม่เคารพการตัดสินใจนั้นหรือ ดังนั้น ปัญหาก็กลับไปที่ กกต. อีกว่าคุณต้องรับผิดชอบประการใดประการหนึ่งเสียก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ มันมีขั้นตอนของมัน ไม่ใช่จู่ๆ พอ กกต. ไม่ประกาศ และส่งเรื่องให้ศาล รธน.แล้ว เราตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด จะรีบไปไหน
ส่วนกระแสข่าวเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียก่อนหน้าที่จะมีผู้ออกมาเสนอแนวทางนี้ ถามว่าข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะสภาวะของความไม่ชัดเจน หรือเป็นการโยนหินถามทาง ส่วนตัวมองว่าเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง เท่าที่สังเกตดูตั้งแต่หลังรัฐประหาร จะเห็นว่ามักมีข่าวลือออกมาก่อน ถ้าปฏิกิริยา ชัดเจน รุนแรง คงจะมีการทบทวนมาตรการต่างๆ ส่วนที่ 2 คือการมีรัฐบาลแห่งชาติ เป็นแรงปรารถนาของคนบางกลุ่มซึ่งเชื่อว่าโมเดลรัฐบาลแห่งชาติจะแก้ปัญหาได้ แต่ในเชิงวิชาการ เราเรียนรู้มาแล้วว่าการมีรัฐบาลแห่งชาติไม่ได้แก้ปัญหา
ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
หัวหน้าสำนักวิชาการเมืองการปกครอง
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ถ้ามองในแง่หลักการ คิดว่าเรายังไม่ได้มีความพยายามอย่างที่ควรจะทำ ผลการเลือกตั้ง กกต. ก็ยังไม่ได้รับรอง แล้วยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนับคะแนนอย่างไร ประชาชนกำลังเฝ้าจับตามองการทำงานของ กกต. อย่างใจเย็น และอดทนรอ แต่ประเด็นการตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ต้องถามว่าความขัดแย้งที่พยายามจะแก้กันอยู่คือเรื่องอะไร ในเมื่อก่อนหน้านี้เราเชื่อว่าการเลือกตั้งคือหนทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่กลายเป็นว่าเรายังไม่ทราบผล แล้วมามีเรื่องนี้ต่อ จึงไม่แน่ใจว่า ณ วันนี้ถึงจุดที่ควรจะคุยกันเรื่องรัฐบาลแห่งชาติแล้วหรือ ทั้งที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำไป
ปัญหาของการเมืองไทยตอนนี้คือความไม่ไว้วางใจ ไม่มั่นใจในหลายเรื่อง พอเป็นอย่างนี้แล้วมีความอ่อนไหวมากที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่ทางออกของการแก้ปัญหาในแบบเดิมๆ ในการเมืองไทยแบบเดิมๆ แม้แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะต้องการคำตอบ ต้องการความมั่นใจกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่มีความพยายามพูดเสมอว่าให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไปเลือกนโยบายพรรคที่เชื่อว่าจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ คำถามคือ เมื่อมีประเด็นรัฐบาลแห่งชาติโผล่ขึ้นมาอย่างนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาจริงๆ ที่เคยพยายามพูดกันก่อนเลือกตั้งหรือไม่
ส่วนตัวมองว่าประเด็นสำคัญที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่กำลังเฝ้าจับตามองคือผลการเลือกตั้ง เพราะเฝ้ารอการเลือกตั้งมา ปรากฏการณ์การเลือกตั้งคือสิ่งที่น่าจะสำคัญที่สุดในตอนนี้ แต่การพยายามสร้างประเด็นต่างๆ ในสังคมมีมาตลอด และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนอยู่ตลอด ถ้าผลการเลือกตั้งหรือกระบวนการเลือกตั้ง นับคะแนนหรือแม้แต่การประกาศผล มีความชัดเจนจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องสร้างประเด็นอื่นๆ ในสังคมอีกเลยก็ได้ เพราะประชาชนตื่นตัว เฝ้าติดตามข่าวเรื่องนี้ การสร้างประเด็นเบี่ยงเบนจะกลับยิ่งสร้างความสับสน แล้วอาจสร้างความขัดแย้งในประเด็นอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ถามว่า ห่วงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาหรือไม่ ยอมรับว่าห่วง ไม่มีใครอยากเห็นการเมืองบนท้องถนน ทุกคนอยากเห็นการเมืองอย่างมีระบบ อยากเห็นการเมืองไทยพัฒนา อยากเห็นการแสดงออกทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ผ่านกระบวนการและกลไกต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา แต่กลายเป็นว่าตอนนี้เราเคยชินกับการเห็นสภาพของการเมืองที่ต้องใช้วิธีการแบบนี้จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงการเมืองในระบบ สามารถทำได้หลายวิธี แต่ด้วยความที่ว่า เราเกิดความไม่มั่นใจในระบบหลายๆ อย่าง ทำให้คนส่วนใหญ่หาวิธีการเรียกร้องบนท้องถนน ซึ่งไม่มีใครอยากเห็น เพราะไม่ได้สร้างแค่ความเสียหายภายในประเทศเท่านั้น แต่สร้างความเสียหายต่อการเมืองระหว่างประเทศด้วย
สำหรับข่าวลือการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มองว่าข่าวลือในสังคมการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลายเรื่องเกิดด้วยจุดประสงค์หลายๆ อย่าง บางอย่างเกิดเพราะเพียงความต้องการถามทิศทางความเป็นไปของสังคม คล้ายๆ การถามความเห็นเพื่อไปสู่เป้าหมาย แต่บังเอิญออกมาเป็นข่าวลือ คำว่าข่าวลือหมายความว่ามีทั้งความเท็จและความจริง ผสมผสานกันอยู่ในนั้น จึงทำให้เกิดความสับสนของข้อมูลได้ หน่วยงานรัฐต้องพยายามปรับเรื่องนี้มากๆ จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงจากรัฐ แทนที่จะไปเข้าใจจากข่าวลือในออนไลน์ซึ่งหยุดไม่ได้และยิ่งทวีความไม่มั่นใจ ความลังเล สงสัยที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าความขัดแย้งก็ตามมา และกระจายออกไป
จตุพร พรหมพันธุ์
ประธาน นปช. ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ

ณขณะนี้กระดานการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความสงสัยถึงความความสุจริตเที่ยงธรรม และปัญหาทางเทคนิคนานัปการของการส่อไปในทางที่มีปัญหา ถ้ายึดมาตรฐานการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ 2 ครั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้เลยคำว่าโมฆะไปแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ จำนวนเสียงของ 2 ฝ่ายก้ำกึ่งกัน แม้ว่าจะจัดวิธีการนับคะแนนที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องยื่นเลย เสียงก็ยังก้ำกึ่งกันในทางปฏิบัติ ต่อมาถ้าต้องการเสียงด้วยการซื้อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิกฤตศรัทธาจะเกิดความรุนแรง จะเป็นการท้าทายประชาชนครั้งใหญ่ที่สุด เพราะประชาชนเลือกผู้แทนมาด้วยความเชื่อในจุดยืนของพรรคการเมืองนั้นๆ ในขณะหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อเลือกเสร็จพรรคการเมืองกลับทรยศโดยฉับพลัน ทำให้ประชาชนรับไม่ได้
เส้นทางที่ดีที่สุดเส้นทางหนึ่งของบ้านเมืองคือ ต้องจัดการเลือกตั้งกันใหม่ ส่วนประเด็นรัฐบาลแห่งชาติ ส่วนตัวขอยังไม่แสดงความคิดเห็นในขณะนี้ เพราะอยู่ในระหว่างจุดที่การเมืองถึงทางตัน เสียงก้ำกึ่งไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้แม้แต่เพียงฝั่งเดียว แม้ว่าอีกฟากหนึ่งได้เป็นด้วยเสียง ส.ว. แต่บริหารบ้านเมืองไม่ได้ มาถึงทางตันแล้วจริงๆ ที่เรียกว่า เดดล็อก บางคนคิดโกงความตายจากเดดล็อกโดยการปล้นสมาชิกพรรคอื่น ทั้งนี้ เห็นว่าผลการเลือกตั้งและการจัดการการเลือกตั้งที่เป็นปัญหานี้นำมาซึ่งทางตันของบ้านเมืองแล้ว ส่วนทางออกตามครรลองนี้คือ ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ เรื่องรัฐบาลแห่งชาติเป็นปรากฏการณ์ที่เคยพูดกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ ณ ขณะนี้ เห็นว่าให้สังคมเดินไปในจุดที่มันสุดทางแล้วจริงๆ แล้วค่อยมาพูดถึงเรื่องนี้กัน

