คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 โดยไม่ตัดสินใจชี้ขาดด้วยตัวเอง ทำให้เกิดประเด็นคำถามตามมามากมาย
ไม่เพียงแค่ว่าจะกระทบต่อกำหนดเวลาการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ทันวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่เท่านั้น
วิธีการคำนวณดังกล่าวจะทำให้เกิดการได้เสียระหว่างพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทุกพรรคอีกด้วย เพราะแต่ละวิธีการคำนวณทำให้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเปลี่ยนแปลงไป ย่อมส่งผลต่ออำนาจการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละฝ่ายตามมา
กกต.คงพิจารณาว่ากรณีนี้เป็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างรัฐธรรมนูญกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จึงควรให้องค์กรที่เป็นกลางมีอำนาจโดยตรงเป็น
ผู้วินิจฉัย น่าจะเกิดการยอมรับมากกว่าหรือไม่ก็เกิดข้อโต้แย้งน้อยที่สุด
ขณะที่หาก กกต.ตัดสินใจเอง พรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่ายก็จะมีข้อโต้แย้ง ไม่ยอมรับการชี้ขาดของ กกต.กันอีก
ทางออกนี้จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัย หากเกิดกรณีฟ้องร้อง การปฏิบัติงานของ กกต.อีกด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญเลยต้องทำหน้าที่นักคณิตศาสตร์การเมือง คิดคำนวณตัวเลขตามไปด้วยเพื่อช่วยหาทางออกให้สังคม
กรณีนี้ ถ้าอ่านตามคำแถลงของคณะกรรมการการเลือกตั้งเขียนไว้ชัด มีเพียงการคำนวณตามมาตรา 91 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 128 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะสามารถคำนวณให้ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้ครบ 150 คนได้
แต่อาจทำพรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส.ที่พึงมี ได้ ส.ส. 1 คน
ตรงจุดนี้แหละครับ ที่เป็นประเด็นปัญหาเพราะค่าเฉลี่ยที่คิดออกมาเป็นจุดตัดสินการได้ ส.ส.ก็ไร้ความหมาย จึงทำให้เกิดข้อโต้แย้งเพราะทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้รับคะแนนเสียงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย มีโอกาสที่จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน แทนที่จะหมดสิทธิไปเลย
กกต.ย้ำในคำแถลงว่า หากไม่นำจำนวน ส.ส.ของพรรคที่พึงมีได้ต่ำกว่า 1 คนไปคำนวณ ก็ไม่สามารถคิดคำนวณ จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คนอีกเช่นกัน
การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ยังช่วยลดเสียงครหาที่ว่า กกต.ใช้วิธีการคำนวณที่เอื้อประโยชน์กับพรรคการเมืองแกนนำซึ่งกำลังรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีกด้วย
กระนั้นก็ตาม กกต.ไม่อาจหนีพ้นข้อครหาว่า เอาตัวรอดเพราะกลัวถูกฟ้องไปได้ ซึ่งว่าไปแล้วควรเป็นต้นทุนที่ กกต.ต้องจ่ายในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดการเลือกตั้ง
กรณีนี้สุดท้ายแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะรับพิจารณา เพราะเข้าข่ายความไม่สอดคล้องกันระหว่างกฎหมายแม่กับกฎหมายลูกหรือไม่ และผลจะออกมาเป็นประการใดก็ตาม
ประเด็นที่ควรสรุปบทเรียนร่วมกัน ไม่ใช่เพียงแค่ควรเดินไปข้างหน้า ช่วยกันหาทางออกจากปัญหาเร่งด่วนมากกว่าที่จะมาหาโจทก์ หาจำเลยในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน แล้วก็จบๆ กันไป
สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แต่มองลึกลงไป ก็คือ ต้นเหตุของปัญหาเกิดขึ้นเพราะอะไร
เจตนารมณ์การออกแบบวิธีการเลือกตั้ง การคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยอ้างหลักการคะแนนเสียงทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ควรมีคะแนนตกน้ำ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการปฏิบัติจริงกลับเกิดเป็นปัญหาขึ้นจึงควรมีผู้รับผิดชอบหรือไม่ เป็นใคร
หรือจะใช้หลักคิด ไม่ใช่ความถูก ความผิดของฝ่ายใดทั้งสิ้น เป็นเรื่องของความหวังดี เพียงแต่คิดไม่ละเอียดรอบคอบ เพราะขาดประสบการณ์จริง
ขอให้หยวนๆ กันไป จนกลายเป็นคุณลักษณะประการหนึ่งของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สะท้อนถึงกระบวนการทำงานของ กกต.มีปัญหา ซึ่งน่าจะมีข้อยุติเกี่ยวกับแนวทางวิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น
ยื่งเมื่อย้อนไปดูคู่มือประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ระบุหลักเกณฑ์การคิดคะแนนเฉลี่ยที่จะนำมาคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไว้ชัดเจนซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเกิดปัญหาขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว
ทำไมเมื่อตอนออกคู่มือแจกจ่ายผู้ใช้สิทธิทั่วประเทศ ไม่ได้คิดถึงประเด็นความไม่สอดคล้องกันของข้อกฎหมายที่จะทำให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ครบ กกต.ไม่ได้กลั่นกรองคู่มือประชาชนของสำนักงาน กกต.ก่อนออกเผยแพร่เลยหรือ
บทสรุปสุดท้ายจะออกมาอย่างไรก็ตาม กกต.ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในส่วนของตัวไปได้เลย

