หมายเหตุ – ความเห็นของนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นักวิชาการและนักการเมืองท้องถิ่น กรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวน 6 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562, พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562, พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562, พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562, พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562
สุทธิพงษ์ จุลเจริญ
อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

กฎหมายท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับเป็นร่างของกระทรวงมหาดไทย รัฐบาล และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตั้งคณะทำงานดำเนินการร่วมกันจากนั้นส่งไปให้ สนช.พิจารณา เชื่อว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์มากขึ้น ผู้ที่จะเข้ามาทำงานในระดับท้องถิ่นมีคุณสมบัติที่เท่าเทียมกับนักการเมืองระดับชาติ ทั้งระดับการศึกษา วัยวุฒิ คุณสมบัติต้องห้าม อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นตามกฎหมายใหม่ได้กำหนดขอบเขตที่กว้างขวาง ประชาชนจะได้รับบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ที่สำคัญกฎหมายใหม่ไม่ได้ให้ยุบหรือควบรวม อปท. ตามที่มีกระแส
ยอมรับว่ามีสาระสำคัญไม่กี่ประเด็นถูกปรับเปลี่ยนในชั้น สนช. เช่น อายุของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เปลี่ยนจากอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี เป็น 35 ปี เหมือนการสมัคร ส.ส. นอกจากนั้นมีการปรับเปลี่ยนโทษหากขาดคุณสมบัติการลงสมัครรับเลือกตั้ง เดิมเสนอโทษเบา แต่ สนช.ปรับให้มีการลงโทษเหมือนผู้สมัคร ส.ส.
สมาชิกสภา อบต.ให้มีแห่งละไม่น้อยกว่า 6 คนตามมาตรฐานสากลในระบบสภาท้องถิ่น กำหนดให้มี ส.อบต.หมู่บ้านละ 1 คน ยกเว้น อบต.ที่มีไม่ถึง 6 หมู่บ้าน ให้มีไม่ต่ำกว่า 6 คน หรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนตามจำนวนหมู่บ้านตามข้อเท็จจริง ส่วนการกำกับดูแลท้องถิ่นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังเหมือนเดิม แต่เพิ่มอำนาจให้นายอำเภอดูแล เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และ อบต.
ขณะนี้กรมได้ตั้งกองการเลือกตั้งท้องถิ่นเตรียมพร้อมตลอดเวลาตั้งแต่มีการยกร่างกฎหมาย เพื่อกำหนดแนวทางในการให้คำปรึกษา สำหรับการบริหารจัดการเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต.หรือ กกต.จะมอบให้หน่วยงานดำเนินการแทน หากมอบให้กรมยืนยันว่าพร้อมจัดการเลือกตั้งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ขณะที่การเลือกตั้ง กทม.หรือเมืองพัทยา อบจ.จะเกิดขึ้นเมื่อใดอยู่ที่รัฐบาลและ กกต.หารือร่วมกัน แต่กรมเคยให้ความเห็นว่าไม่ควรทำพร้อมกันหรือจัดเลือกตั้งในพื้นที่ทับซ้อน โดยเฉพาะ อบจ.ควรจัดเลือกตั้งให้มีเอกภาพพร้อมกันทั่วประเทศ ขณะที่เทศบาลและ อบต.ก็อยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลและ กกต. ถ้าจะทำให้ทันภายในปีนี้ก็ทำได้ หรือหากจะกำหนดให้ทำงานได้ง่ายที่สุดก็ควรเลือกตั้งในต้นปี 2563 จะมีความเหมาะสมกว่า
ศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล
ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย

หลังจากมีกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 6 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 คาดว่า คสช.จะจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเร็วๆ นี้ หรือช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 อาจจะมีการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นใน อปท.รูปแบบพิเศษทั้ง กทม. นายกเมืองพัทยา จากนั้นจะเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศ ขณะที่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะจัดในภายหลังแต่คาดว่าไม่เกินปี 2562 เป็นไปตามกรอบโรดแมปที่ คสช.กำหนดไว้เพื่อให้ประชาชนเลือกตัวแทนในระดับท้องถิ่น เนื่องจากที่ผ่านมา คสช.ใช้มาตรา 44 ให้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นรักษาการในตำแหน่งนานเกือบ 4 ปี จากปัญหาความขัดแย้งของการเมืองในระดับชาติ
การเลือกตั้งใน อปท.ขนาดใหญ่มีงบประมาณจำนวนมากทำให้บรรยากาศการเมืองท้องถิ่นคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากมีนักการเมืองระดับชาติ ตัวแทนพรรคการเมืองบางพรรคที่สอบตกจากเวทีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 มีโอกาสส่งตัวแทนลงสมัคร ถือว่าเป็นโอกาสการในการเช็กฐานคะแนนที่แท้จริงอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าการใช้อำนาจหน้าที่รักษาการของนายกและผู้บริหาร อปท.บางแห่งทำให้ประชาชนเสียโอกาสหลายด้าน ควรยอมรับและเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งใหม่
กฎหมายที่ประกาศใช้บางฉบับมีการปรับเล็กน้อย โดยเฉพาะ อบต.จำกัดจำนวนสมาชิกไม่เกิน 12 คน ดังนั้น ในอนาคตหากมีการควบรวมหรือยกฐานะจาก อบต.เป็นเทศบาลตามแนวทางการปฏิรูปท้องถิ่น จะมีสมาชิกสภาเท่ากับเทศบาลตำบล จึงไม่น่ามีปัญหาขัดแย้งจากมิติการแข่งขันทางการเมือง สำหรับบทบาทของปลัดท้องถิ่นที่เคยเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงหรือให้มีการสลับการทำหน้าที่ ระหว่าง อปท.ด้วยกัน จากการทำหน้าที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำ อปท. เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดข้อครหาในความไม่เป็นธรรม เป็นกลาง ทั้ง 2 ฝ่ายนั้น กฎหมายยังใช้หลักการเดิมไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจการทำหน้าที่
ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์
อดีตเลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย

กฎหมายท้องถิ่นที่ประกาศบังคับใช้กับฉบับร่างก่อนหน้านี้ที่นำไปรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย บางประเด็นแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะสมาชิกสภา อบต.กำหนดแห่งละไม่น้อยกว่า 6 คน เดิมกระทรวงมหาดไทยเสนอให้มีสมาชิก อบต.หมู่บ้านละ 1 คน จากเดิม 2 คน ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปท้องถิ่นตามที่หลายฝ่ายนำเสนอ แต่การลดจำนวนช่วยลดค่าตอบแทนสมาชิกสภาท้องถิ่นถึงปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยผู้มีอำนาจไม่ได้มองว่าจำนวน ส.อบต.มีเพียงพอในการดูแลพี่น้องประชาชนหรือไม่
เดิมเจตนารมณ์ของการยกร่าง พ.ร.บ.สภาตำบล กำหนดให้สมาชิก อบต.ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด การลดจำนวนสมาชิก อบต.อาจกำหนดไว้เพื่อรอการยกฐานะหรือควบรวม อปท.ขนาดเล็กในอนาคต ทำให้โครงสร้างจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาลตำบล เทศบาลเมืองเพิ่มขึ้นอีกตามที่กฎหมายกำหนด ที่สำคัญค่าตอบแทนของสมาชิกสภาเทศบาลจะสูงกว่าสมาชิก อบต.เกือบเท่าตัว การตั้งเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายค่าตอบแทนของกระทรวงมหาดไทยคงไม่ตอบโจทย์การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
สำหรับการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น หลังผ่านสนามเลือกตั้งในระดับชาติไม่นาน เชื่อว่าการทุจริตซื้อขายเสียงไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.ควรศึกษาวิธีการเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องที่เกิดขึ้น การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระให้ประชาชนมีความไว้วางใจ นักการเมืองท้องถิ่นต้องหวาดกลัวการใช้กฎหมายที่มีความเข้มข้น กกต.ต้องทำงานเชิงรุก สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้องค์กรภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
ส่วนการรักษาการของผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นจากการใช้มาตรา 44 นานเกือบ 4 ปี เห็นว่าไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เชื่อว่านักเมืองเก่าที่อยู่นานจะสอบตกจำนวนมากจากหลายปัจจัย คนใหม่จะสอบผ่านมากขึ้น สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นคาดว่าจะเลือกตั้ง กทม. กับเมืองพัทยาก่อน จากนั้นจะเป็นสนาม อบจ. แต่ อบต.กับเทศบาลไม่น่าจะเลือกได้ภายในปีนี้
ที่สำคัญวันนี้ยังไม่มีใครประเมินได้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีกหลังการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลโดยตรงกับการเลือกตั้งท้องถิ่นอาจจะต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก
ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มสธ.

กฎหมายท้องถิ่นที่ออกมาใหม่ยังไม่มีสาระสำคัญจะทำให้เกิดการปฏิรูปท้องถิ่นตามแนวทางการปฏิรูปประเทศ เนื่องจาก พ.ร.บ.ระเบียบราชการบริหารแผ่นดิน กำหนดโครงสร้างใหญ่ในการบริหารราชการแผ่นดินไว้ จากการกำหนดราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น แม้จะมีการออกกฎหมายที่มีการปรับปรุงด้านเทคนิคเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อย แต่คงไม่ทำให้การกระจายอำนาจได้รับการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น ในทางกลับกันกฎหมายที่ออกมาใหม่ยังทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจที่มากกว่าเดิม เช่น การยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และแนวทางการปฏิรูปที่กำหนดให้ท้องถิ่นจะต้องดำเนินการในจุดนี้ทำให้ภาวะการรวมศูนย์อำนาจเข้มข้นมากขึ้น
สำหรับการแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเทศบาลแบบใหม่ แบ่งเป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเทศบาลเมือง เทศบาลนคร แต่ละแบบใช้เขตไม่เหมือนกัน ทำให้ความต้องการของประชาชนที่จะส่งผ่านกระบวนการการเลือกตั้งเป็นไปได้ยากขึ้น แม้กระทั่ง กทม. มีการยกเลิก ส.ข.คงไว้เพียง ส.ก. สุดท้ายก็จะขาดการถ่วงดุลระดับพื้นที่
แนวทางที่ สปช.และ สปท.ศึกษาแนวทางการปฏิรูปท้องถิ่นไว้ ถูกนำมาบรรจุในกฎหมายใหม่บ้าง เช่น การเสนอของ สปท.ให้ยกเลิก ส.ข.ใน กทม.เนื่องจากไม่มีความจำเป็น ข้อเสนอของ สปช.บางส่วน เช่น การยุบควบรวมท้องถิ่น ทำได้เพียงการเปลี่ยนแปลงจากแบ่งเขตเลือกตั้งของเทศบาลขนาดเล็ก และข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาในภาพใหญ่ของการกระจายอำนาจ เช่น การยุบเลิกระบบราชการส่วนภูมิภาคหรือการปรับเปลี่ยนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนแนวทางของการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเองยังไม่มี เนื่องจากผู้เสนอยังถูกมองเป็นปฏิปักษ์กับการใช้อำนาจรัฐ ขณะที่หัวใจหลักของการกระจายอำนาจต้องทำให้คนในท้องถิ่นรู้สึกในความเป็นเจ้าของ มีอำนาจตัดสินใจ และการพึ่งพาตนเอง
ประเสริฐ วชิรเขื่อนขันธ์
นายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง จ.สมุทรปราการ

ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับ อปท.ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นของเทศบาลดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ เริ่มตั้งแต่กฎหมายประกาศและหลังจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในอนาคตต้องมีการเรียกร้องให้แก้ไขอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาประเด็น 2 วาระพูดคุยบ่อยครั้ง เดิมกฎหมายเทศบาลก่อนปี 2540 ไม่มีการกำหนดวาระ แต่รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ผู้บริหารมาจากการเลือกเลือกตั้งโดยตรง ทำงานไม่เกิน 2 วาระ ทำให้มีประเด็นถกเถียง กระทั่งมีการยื่นข้อเรียกร้อง ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่กำหนดวาระในปี 2552
ท้องถิ่นเป็นองค์กรใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดในกระบวนการของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่การนำ 2 วาระไปกำหนดเหมือนกับการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ขอเรียนว่าแตกต่างกัน ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกของประชาชนที่มอบความไว้วางใจจะต้องมีความต่อเนื่องไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ ถ้าประชาชนจะเลือกอีกในสมัยที่ 3 แต่เลือกไม่ได้ต้องไปเลือกคนใหม่ ในแง่ของบริหารงานไม่เกิดผลดีอย่างแน่นอน
ผมยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขอายุของผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นเดิมให้อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีสมัครได้ แต่เปลี่ยนเป็นอายุ 35 ปี ทั้งที่ผู้บริหารท้องถิ่นอายุ 30 ปี มีวุฒิภาวะสามารถทำงานได้ ส่วนการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นมีความเข้มมากกว่าการลงสมัคร ส.ส. ต่อไปควรปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากหลักเกณฑ์หากขาดคุณสมบัติบางประเภทไม่สามารถลงสมัครได้ตลอดชีวิต หรืออีกส่วนถ้าทำผิดแล้วพ้นโทษ 5 ปีกลับมาสมัครได้อีก ทำให้ผู้ที่สนใจงานการเมืองบางรายไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะมีความเสี่ยงสูง
ส่วนการกำกับดูแลของหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค มีความเข้มงวดกว่าในอดีต ให้อำนาจฝ่ายข้าราชการประจำทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ควบคุมการทำงานของผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นมากขึ้น การเขียนกฎหมายทำให้เกิดการตีความหลากหลาย เช่น การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่องยังไม่ชัดเจน การใช้คำว่า “คำวินิจฉัยจะต้องถึงที่สุด” รวมทั้งปิดหูปิดตาประชาชน ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่ให้จัดงบประมาณไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ทั้งที่การดูงานเป็นการเพิ่มวิสัยทัศน์ในงานบริหารท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน
ขอเรียนว่ากฎหมายใหม่ไม่ตอบโจทย์การปฏิรูปท้องถิ่น แต่การออกกฎหมายลักษณะนี้อาจทำให้บุคคลบางกลุ่มพึงพอใจที่ต้องการควบคุมและกำกับดูแลท้องถิ่นให้มากขึ้น ทำให้แนวทางการกระจายอำนาจที่ควรจะเป็นถดถอยมากกว่าของเดิม

