เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่บ้านศิลปอาชา เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างอนุสาวรีย์นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี บริเวณอุทยานมังกรสวรรค์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีพิธีประดิษฐานอนุสาวรีย์ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2561 โดยล่าสุด เสร็จสมบูรณ์แล้ว และจะมีการจัดพิธีเปิดอนุสาวรีย์และวางพวงดอกไม้รำลึกถึงเกียรติคุณของนายบรรหาร ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2562 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 3 ปีของการถึงแก่อนิจกรรม

นางสาวกัญจนา กล่าวว่า ในวันที่ 23 เมษายนของทุกปี จะมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นายบรรหารเป็นประจำ แต่ในปีนี้ จะมีพิธีเปิดอนุสาวรีย์ซึ่งแนวคิดการก่อสร้างไม่ได้มาจากครอบครัวศิลปอาชา แต่เป็นความคิดของคนสุพรรณทั้งจังหวัดซึ่งรวบรวมเงินบริจาคราว 10 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่บิดาของตนสร้างให้แก่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยทางครอบครัวได้ร่วมสมทบทุนอีกราว 10 ล้านบาทเพื่อให้ครบถ้วนกับงบประมาณที่ต้องใช้ รูปแบบมีความสูงประมาณ 3 เมตร เนื้อบรอนซ์ หล่อเป็นรูปเหมือนที่แสดงออกถึงตัวตนของนายบรรหารมากที่สุด ซึ่งช่างที่ทำการปั้นและหล่อทำได้เหมือนจริงมาก นอกจากนี้ยังมีการบรรจุอัฐิไว้ในหน้าอกด้านซ้ายของอนุสาวรีย์ด้วย
“นี่คืออนุสาวรีย์ที่เป็นนายบรรหารมากที่สุด ปั้นในชุดที่พ่อใส่ประจำคือชุดซาฟารี มีปากกาเสียบในกระเป๋าเสื้อ กางเกงขาเต่อ นาฬิกาหน้าปัดแบบเดียวกับที่พ่อใช้ ซึ่งราคาแค่ไม่กี่พันบาท อยู่ในท่ายืน แขนอยู่ข้างลำตัว นอกเหนือการรำลึกถึงท่านแล้ว ทางครอบครัวอยากให้อนุสาวรีย์นี้เป็นตัวอย่างของแนวความคิด แนวปฏิบัติให้กับคนรุ่นต่อไป เนื่องจากพ่อเริ่มต้นจากศูนย์ แต่มุ่งมั่นจนเจริญก้าวหน้าได้เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่ลืมบ้านเกิด กลับมาพัฒนาเมืองสุพรรณ” นางสาวกัญจนากล่าว

นางสาวกัญจนากล่าวอีกว่า ตอนที่พ่อเสียชีวิตที่รพ.ไม่ได้ร้องไห้เลย แต่พอกลับถึงบ้านตอน 6 โมงเช้าเดินผ่านห้องพ่อ จึงร้องไห้ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาแน่นอนว่าระลึกถึงพ่อมาตลอด แต่ไม่มีความเศร้าหมอง คิดว่าวันหนึ่งตนก็ต้องจากไปเช่นกัน จึงเอาการจากไปของพ่อเป็นสิ่งย้ำเตือนไม่ให้ประมาทในชีวิต ต้องหมั่นทำความดี มีสติอยู่ตลอด เวลาอยู่บ้าน เดินเข้าเดินออก ต้องผ่านห้องพ่อ ตนจะยกมือไหว้ สมัยที่พ่อยังอยู่ทุกเย็นต้องเดินออกกำลังกาย ทุกวันนี้ยังนึกถึงภาพนั้น
“ต้องขอขอบคุณชาวสุพรรณบุรีทุกคนที่ยังนึกถึงพ่อซึ่งล่าสุดได้ทราบว่าในโลกออนไลน์มีการแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กประถามที่เก็บเงินมาร่วมบริจาค จำนวน 200 บาท เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ ทำให้มีความปลื้มใจมาก ที่คนสุพรรณฯ กระทั่งเด็กๆ มีความรักในตัวพ่อบรรหาร เพราะจริงๆแล้วเราในฐานะเป็นครอบครัว ตนรู้ว่าพ่อทำให้คนสุพรรณ มา 40 กว่า 50 ปีแล้ว จังหวัดสุพรรณ ในอดีต คนละเรื่องกับปัจจุบันนี้เลย จะเป็นคนรุ่นเก่าๆ ทั้งนั้นที่ส่วนมากจะรู้ถึงสิ่งที่พ่อทำ เพราะเกิดมาจะรู้ว่าสุพรรณ เป็นเมืองปิดขนาดไหน การสัญจรก็ลำบาก ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ไม่มีอะไรทั้งนั้น” นางสาวกัญจนากล่าว

คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา กล่าวว่า ทุกวันนี้ในบ้านมีกลิ่นไอของนายบรรหารอยู่ทุกมุม ทุกวันนี้อยากไปสุพรรณบุรี ตอนไหนตนก็ไป รู้สึกเหมือนว่าคนสุพรรณเป็นญาติทั้งหมด แม้ไม่ได้เกี่ยวพันทางสายเลือด ครั้งหนึ่งมีผู้หญิงมายกมือไหว้ บอกว่าเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบรรหาร 1 ถ้าไม่มีโรงเรียนดังกล่าว ก็ไม่มีวันนี้ ตนก็รู้สึกดีใจ เพราะสมัยก่อนการเดินทางจากดอนเจดีย์มายังตัวจังหวัด ไกลมาก

นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า สิ่งที่ตนเคยพูด เคยบ่นอะไรพ่อไว้ ทุกวันนี้เป็นเองหมด เริ่มเข้าใจว่าพ่อรู้สึกอะไรบ้าง เวลาเดินทางไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี รู้สึกเหมือนได้อยู่กับพ่อ ทุกที่ที่ไป คือสิ่งที่นายบรรหาร ศิลปอาชาทำเอาไว้ สำหรับกำหนดการของพิธีในวันที่ 23 เมษายน จะเริ่มต้นด้วยพิธีสงฆ์ในเวลา 08.30 น. แล้วมีการอ่านบทกวีพร้อมฉายวีดีทัศน์ในเวลา 09.30 น. จากนั้นเวลา 10.19 น. คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชากดปุ่มเปิดแพรคลุมป้าย แล้วเป็นการวางพวงดอกไม้โดยโรงเรียนบรรหาร-แจ่มใส 1-7 รวมถึงหน่วยงานราชการและเอกชน ซึ่งตนต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เป็นเจ้าภาพในงานวันพิธีเปิด
“ในงานจะมีการทำบุญ และอ่านบทกวีรำลึก พร้อมกับวีดีทัศน์สั้นๆ เพื่อเล่าว่าพ่อทำอะไรมาบ้าง และตอนนี้ก็กำลังทำสารคดีสั้นอีกชุดหนึ่งยาว 20 นาที เพื่อให้คนสุพรรณโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้ทราบว่าสุพรรณบุรีเป็นอย่างทุกวันนี้เพราะอะไร และเพราะใคร จากนั้นคุณแม่จะกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้าย และมีการวางพวงดอกไม้หลากสีสันจากโรงเรียนต่างๆที่คุณพ่อคุณแม่สร้างไว้คือโรงเรียนบรรหาร 1-7 บวกกับโรงเรียนอื่นๆในจังหวัดที่คุณพ่อมีคุณูปการ รวมถึงส่วนราชการ เอกชน ห้างร้าน ซึ่งคาดว่าจะมาวางกันเต็มหน้าอนุสาวรีย์ นอกจากนี้ ยังอยากริเริ่มว่าทุกวันที่ 23 เมษายนของทุกปี จะเป็นวันที่คนสุพรรณมารำลึกถึงบรรหารปีละครั้งหน้าอนุสาวรีย์” นายวราวุธกล่าว

