การแปรเปลี่ยนจากข้อเสนอว่าด้วย “รัฐบาลแห่งชาติ”มาเป็น “รัฐบาลปรองดอง”ของ นายเทพไท เสนพงศ์ คือลักษณะยืดหยุ่นและพลิกแพลงอย่างน่าศึกษา
ไม่เพียงแต่จะสะท้อนท่วงทำนองของ นายเทพไท เสนพงศ์ ในเชิงปัจเจก
หากที่สำคัญยังเป็นจุดเด่นของ”พรรคประชาธิปัตย์”
แม้จะไม่ชัดเจนในระนาบเดียวกันกับพรรคเศรษฐกิจใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังสร้างจุดต่างในเชิงเปรียบเทียบ
ไม่ว่าจะต่อพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะต่อพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะต่อพรรคชาติพัฒนา
เอกลักษณ์เช่นนี้ของพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ควรมองข้าม
เป็นความจริงที่ภายในพรรคประชาธิปัตย์มีคนอย่าง นายถาวร เสนเนียม มีคนอย่าง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มีคนอย่าง นาย วิทยา แก้วภราดัย
อันสะท้อนความแนบชิดอย่างเป็นพิเศษกับ นายสุเทพ เทือก สุบรรณ แห่งพรรครวมพลังประชาชาติไทย
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีคนอย่าง นายเทพไท เสนพงศ์
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็มีคนอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายพริษ วัชรสินธุ์
ยิ่งกว่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ยังมีผู้อาวุโสระดับ นายชวน หลีกภัย ระดับ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อันถือได้ว่าเป็นเสาหลักให้กับการตัดสินใจของพรรค
ที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร ยืนยันว่า ถึงที่สุดแล้วทุกคนต้องฟังมติพรรคว่าจะออกมาอย่างไร
มติพรรคนี้แหละที่จะยืนยันว่าระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา เป็นอย่างไร
พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา สันทัดยิ่งที่จะเป็นรัฐบาล ไม่พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน แต่พรรคประชาธิปัตย์มิได้เป็นเช่นนั้น
การเสนอ”รัฐบาลแห่งชาติ” คือการพยายามหาทางออก
เมื่อเห็นว่าคำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ”ไม่เหมาะกับสถานการณ์ก็ยืดหยุ่นมาใช้คำว่า “รัฐบาลปรองดอง”
ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นท่าทีที่จะแจ่มชัดยิ่งขึ้นของ”ประชาธิปัตย์”
ข่าวรอบด้าน กับ Line@มติชนนิวส์รูม คลิกเป็นเพื่อนกัน ได้ที่นี่



