หน้าแรก การเมือง ผบ.ทรภ.3 ขอบค...

ผบ.ทรภ.3 ขอบคุณทุกหน่วยงานปฏิบัติภารกิจ ‘กู้บ้านลอยน้ำ’ ย้ำ เป็นการปกป้องอธิปไตยของชาติ

23.04.19 | 14:41 น.

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 23 เมษายน บริเวณท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ต ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต พลเรือโท สิทธิพร มาศเกษม ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) พร้อมด้วย นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, พล.ต.ต.วิศาล พันธุ์มณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใน ศรชล. ภาค 3 อาทิ เจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต ศุลกากร ประมง ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น ร่วมกันแถลงข่าวการดำเนินการเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างตามแนวทางของกลุ่ม Sea Steading หรือบ้านลอยน้ำ (วัตถุลอยน้ำ) ที่มีการไปก่อสร้างไว้ที่นอกชายฝั่งจังหวัดภูเก็ต บริเวณละติจูด 7 องศา 29.37 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 98 องศา 34.81 ลิปดาตะวันออก หรือบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะราชาใหญ่ ห่างจากเกาะภูเก็ตไปประมาณ 14 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 22 กิโลเมตร หลังจากทำการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายวัตถุดังกล่าวกลับเข้ามาเก็บไว้ที่บริเวณท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา

พลเรือโท สิทธิพร กล่าวว่า หลังจากมีการตรวจพบสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลางทะเลและทัพเรือภาค 3 ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ได้สรุปว่า บนบกเป็นหน้าที่ของจังหวัดภูเก็ตดำเนินการร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และในทะเล เป็นหน้าที่ของ ศรชล. ภาค 3 ซึ่งได้มีการไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาในข้อหากระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนใดของราชอาณาจักรตกอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศหรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 และฐานความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อพนักงงานสอบสวน สภ.วิชิต ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

“จากการตรวจสอบของทัพเรือภาคที่ 3 และ ศรชล. ภาค 3 พบว่า วัตถุลอยน้ำนั้นมีความไม่มั่นคงแข็งแรงและสุ่มเสี่ยงที่จะพังลงมา เนื่องจากคลื่นลมเริ่มแรงและโซ่ที่ยึดตรึงก็มีการส่ายไปมา จึงได้สั่งการให้นำเรือหลวงศรีราชา ซึ่งเป็นเป็นเรือบัญชาการ พร้อมด้วยเรือหลวงมันใน และเรือหลวงริ้น ไปทำการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายวัตถุกลับเข้าฝั่ง ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยและลากเข้ามายังฝั่งที่บริเวณท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ตด้วยความเรียบร้อย จากนั้นก็จะส่งมอบให้กับเจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต เป็นผู้ดูแลรักษา ร่วมกับพนักงานสอบสวน สภ.วิชิต เนื่องจากวัตถุพยานสำคัญ”

พลเรือโท สิทธิพร กล่าวต่อว่า การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการดำเนินการไปตามกฎหมาย เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะเป็นการยับยั้งการกระทำที่จะเกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า รวมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบสิ่งผิดกฎหมายหรือต้องสงสัยที่เกิดขึ้นในทะเล ขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสด้วย สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปฏิบัติการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายวัตถุลอยน้ำเข้าฝั่งนั้น มีเฉพาะในส่วนของค่าน้ำมันและค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพลเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้สามารถที่จะฟ้องร้องเรียกร้องจากผู้กระทำผิดได้

Advertisement

นายภัคพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบสถานที่ที่เป็นโรงงานผลิตบ้านลอยน้ำ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดได้ดำเนินการตรวจสอบการขออนุญาตก่อตั้งพบว่าไม่มีการขออนุญาต ขณะเดียวกันได้ให้หน่วยงานท้องถิ่น อบต.ไม้ขาว ตรวจสอบการขออนุญาตปรับพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ดินของเอกชนนั้นพบว่าอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งจะดำเนินการรวบรวมความผิดที่เกี่ยวข้องส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการในภายหลัง

ขณะที่ พล.ต.ต.วิศาล พันธุ์มณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของคดีนั้นทางพนักงานสอบสวน สภ.วิชิต ได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขออนุมัติให้สำนักงานอัยการสูงสุดแต่งตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นมาร่วมสอบสวนในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 119 เนื่องจากเป็นคดีเกิดขึ้นนอกอาณาจักร ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน คาดว่าจะมีการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนมาร่วมดำเนินการในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะสามารถขอออกหมายจับทั้ง 2 คนได้ เพราะขณะพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานได้พร้อมแล้ว และช่วงบ่ายวันนี้ ทาง สภ.วิชิต จะใช้เครนยกวัตถุลอยน้ำทั้งสองชิ้นขึ้นมาตรวจสอบ และจะเก็บรักษาไว้บนฝั่ง เนื่องจากเป็นวัตถุพยานสำคัญในคดี

“ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตได้แต่งตั้งคณะทำงานในคดีนี้ โดยมี พ.ต.อ.วิฑูรย์ กองสุดใจ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ขณะนี้ได้มีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของโรงงานผลิตและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ไปบางส่วนแล้ว ขณะที่ตัวของผู้ต้องหาทั้งชาวต่างชาติและภรรยาคนไทยนั้น จากการติดตามตัวพบว่ามีการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายเมื่อเร็วๆ นี้ที่เกาะตะรุเตา จ.สตูล เชื่อว่าทั้งสองคนจะอยู่ด้วยกัน และยังไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในการติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป” พล.ต.ต.วิศาลกล่าว