นักกม.วิพากษ์ ‘มรดกยุคคสช.’ เมื่อรัฐสภาใหม่รับไม้ต่อ ต้องคืนความปกติสู่สังคมไทย

28.04.19 | 23:55 น.

หมายเหตุศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโครงการเชิดชูครูกฎหมายงานรำลึก ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย ในหัวข้อ วิพากษ์มรดกกฎหมายอาญายุค คสช. ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 27 เมษายน

 

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
นักรณรงค์ต้านกฎหมายแห่งโครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน (ไอลอว์)

คสช.ถือเป็นคณะรัฐประหารที่ค่อนข้างฉลาด อาจจะด้วยความกังวลหรือภาพลักษณ์ทางการเมือง จึงไม่นิยมในการใช้ปืน อาวุธ หรือกำลังทหาร ไปไล่จับคน แต่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการดำรงอยู่ในอำนาจของตัวเอง ซึ่งถือว่าได้ผลพอสมควร เพราะอยู่ในอำนาจมาได้อย่างยาวนาน เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา การจะทำอะไรหรือไม่ทำ จับกุมคุมใคร หรือห้ามแสดงออกเรื่องใด จะอ้างกฎหมายที่ตัวเองเป็นผู้ออกเองเป็นเหตุผลเสมอ

Advertisement

สำหรับภาพรวมของการออกกฎหมายอันเป็นมรดกในยุคสมัยของ คสช.เกือบๆ 5 ปีที่ผ่านมา ใน 5 มิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 444 ฉบับ การออกประกาศคำสั่ง คสช.อย่างน้อย 537 ฉบับ การสร้างวัฒนธรรมการตีความกฎหมายโดยผู้มีอำนาจ การปิดกั้นผู้ที่คิดเห็นแตกต่าง และการให้ทหารเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ในยุคของ คสช.กฎหมายได้ถูกออกโดยผู้มีอำนาจ และถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้อยู่ในอำนาจได้นานขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับภาพฝันที่สังคมอยากจะเห็น โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และจำกัดอำนาจของรัฐ

เฉพาะในเรื่องการตีความกฎหมายโดยผู้มีอำนาจนั้น จะเห็นได้ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีข้อถกเถียงในเรื่องการตีความกฎหมายเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก หลายครั้งแม้จะมีนักกฎหมายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือนักวิชาการ จะออกมาชี้ความเห็น แต่สุดท้ายก็จะถูกตีความโดยผู้มีอำนาจ และองค์กรต่างๆ ของรัฐไปอีกทางหนึ่ง เช่น กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ หรือแม้แต่สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คำนวณกันอย่างไร ทั้งหมดถือเป็นสิ่งอันตรายมาก เพราะเมื่อมีข้อถกเถียงทางกฎหมายขึ้น แต่สุดท้ายอำนาจผู้ที่จะบอกว่า ผลเป็นอย่างไรไม่ได้อยู่ในมือของประชาชน จึงทำให้การใช้หรือตีความกฎหมาย จึงถอยห่างออกจากมือหรือความเข้าใจของประชาชนเป็นอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นวัฒนธรรมที่น่ากลัว

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดและหวังว่าจะยุติไปพร้อมกับ คสช. คือการให้ทหารเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมทุกชั้น ทั้งการให้ทหารมีอำนาจในการสืบสวน จับกุม และสอบสวนและตั้งข้อหาได้ตามที่คำสั่ง คสช.ให้ไว้ เพราะเมื่อทหารมีอำนาจดังกล่าวร่วมหรือแทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยังประกาศให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร โดยคณะตุลาการที่เป็นทหารอีก แม้ว่าศาลทหารจะมีกระบวนการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับศาลพลเรือน แต่ด้วยระบบราชการทำให้ทางปฏิบัติ คดีจึงยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อประชาชน

ทั้งหมดถือเป็นมรดกที่เราได้รับมาและต้องทำงานในเชิงความรู้เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ที่ สนช.ผ่านและคำสั่ง คสช.ทั้งหมดว่า ฉบับไหนมีประโยชน์ก็คงไว้ ฉบับไหนสร้างผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็แก้ไขยกเลิก เช่น พ.ร.บ.ชุมนุม ที่ถูกนำมาใช้ปิดกั้นการแสดงออก จับประชาชนเป็นร้อยคน ถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องจัดการ ตามการรณรงค์ล่าชื่อ 10,000 รายชื่อปลดอาวุธ คสช. ที่ไม่ได้หมายถึงปืน แต่คือกฎหมาย ประกาศและคำสั่ง ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 279 รองรับไว้ ซึ่งต้องใช้การออก พ.ร.บ.ที่ประชาชนผลักดันเมื่อเปิดสภาที่มาจากการเลือกตั้งมายกเลิก ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ

เบื้องต้นมีทั้งสิ้น 35 ฉบับที่ต้องจัดการ มิเช่นนั้นประกาศคำสั่งเหล่านี้ จะมีอายุยืนยาวตลอดไป

ปริญญา เทวนฤมิตรกุล
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กฎหมายอาญาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะนี่คือการนำคนมาขัง หากกระบวนการนี้ไม่ดีพอ มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว อาจจะหมายถึงการนำคนดีๆ หรือผู้ที่ไม่มีความผิดมาเข้าห้องขัง ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมปัญหาเดิมที่เรานำคนจนที่ไม่มีเงินประกัน หรือค่าปรับ โดยที่ยังไม่มีความผิดมาขังคุก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ต้องแก้ไข หากปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ปัญหาอื่นของสังคมก็คงไม่ต้องพูดถึง

สำหรับคดีที่เป็นเรื่องการเมืองในยุค คสช. โดยเฉพาะในเรื่องความเห็นต่างจาก คสช.ทั้งหมด เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บังคับใช้ออกมาแล้ว ก็ต้องคืนความปกติกลับคืนตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 แล้ว แต่นี่ผ่านมา 2 ปีคดีก็ยังไม่จบ เพราะเรามีบทเฉพาะกาล มาตรา 265 ที่กำหนดให้ คสช.อยู่ในอำนาจต่อไปจนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่ อีกทั้งยังกำหนดให้บรรดาอำนาจทั้งหลายที่เคยมีก็ให้มีต่อไป ซึ่งในยุค คสช.ถือว่ามีการใช้อำนาจพิเศษมากที่สุดตั้งแต่สังคมไทยมีอำนาจพิเศษ ในระดับที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ยังไม่ใช้มากเท่านี้

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้อำนาจพิเศษในปริมาณที่มาก ซึ่งการจะยกเลิกบรรดาคำสั่ง คสช.ก็ไม่ใช่ยกเลิกง่าย ต้องออกเป็น พ.ร.บ. บางเรื่องหากเกี่ยวเนื่องในทางบริหาร อาจจะขอให้รัฐบาลใหม่ยกเลิกด้วยคำสั่งนายกฯ หรือมติ ครม.ได้ เช่นเดียวกับการยกเลิกไม่ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร การตีความคดีที่เกิดขึ้นก่อนเดือนกันยายน 2559 พลเรือนยังต้องขึ้นศาลทหารนั้น ถือว่าไม่เข้าท่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่สังคมไทยควรกลับคืนสู่ความปกติตั้งแต่บังคับใช้แล้ว

ดังนั้น การแก้ไขต้องรอสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หากเป็นนายกฯคนเดิมก็คงยาก แต่ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ตนอยากให้ทุกพรรคการเมืองพาความเชื่อมั่นระบบรัฐสภากลับคืนมา วันนี้เราต้องกลับมาสู่ประชาธิปไตยเพื่อกลับมาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะมรดกของ คสช.ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา

ส่วนการเมืองตอนนี้ถือเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อและแปลกประหลาดที่สุดว่า เลือกตั้งจบไปแล้วหนึ่งเดือน แต่ยังไม่รู้ว่าใครจะได้เป็น ส.ส. การเมืองหลังจากวันที่ 9 พฤษภาคม จะเดินหน้าไปทางไหน ก็คงขึ้นกับ กกต. การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเผือกร้อน ตีความสูตรคิด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์นั้นถูกต้องแล้ว เพราะตามมาตรา 210 (2) ศาลจะรับตีความได้ก็ต่อเมื่อ ต้องมีข้อขัดแย้งมีผู้ร้องผู้ถูกร้องก่อนจะมาถึงศาลได้

สำหรับการคิดสูตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์นั้นไม่ยาก เพียงนำ ส.ส.พึงมี – ส.ส.เขต = ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่า 7.1 หมื่น แล้วจะได้ ส.ส.จึงไม่มีเหตุผลเลย ปัญหาอยู่ที่ ม.128 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ท่อนหนึ่งคือ ใช้คำว่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้น ต่างจากในมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญที่พูดถึงแต่ ส.ส.พึงมี แต่ไม่มีเบื้องต้น จึงอาจทำให้เหมือนสูตรคิดจะเปลี่ยนได้อีก

แต่โดยภาพรวมนั้น ทั้งกฎหมายลูกและรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาสอดคล้องกันคือ เมื่อคิด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้วพรรคการเมืองจะได้ ส.ส.เกินจำนวน ส.ส.พึงมีไม่ได้

ปกป้อง ศรีสนิท
อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญวิทยา คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ในยุคสมัยของ คสช. โดย สนช.ได้ออกกฎหมายหลายฉบับมาก ซึ่งมองในมุมของกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณาความอาญา มีหลายกฎหมายเป็นผลดีและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และมีหลายกฎหมายที่อาจจะสร้างปัญหาต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้

ส่วนที่ถือว่า มีพัฒนาการที่ดี อาทิ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษที่แก้ในปี 2560 ปรับให้คนที่ครอบครองยาเสพติดเกิน 15 เม็ด ให้สันนิษฐานว่า ครอบครองเพื่อจำหน่ายจากเดิมให้ถือเป็นครอบครองเพื่อจำหน่ายทันที นอกจากนั้น กรณีแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความทางอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 161/1 และ 165/2 หากเป็นการฟ้องที่ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต ศาลสามารถยกคำฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เลย แก้ปัญหาการฟ้องแก้เกี้ยว หรือฟ้องปิดปาก ถือเป็นการลดปริมาณคดีใน
กระบวนยุติธรรมได้

รวมทั้ง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 มีการตั้งกองทุนยุติธรรมช่วยเหลือประชาชน ช่วยการประกันตัวผู้ต้องหาและจำเลยแก่จำเลยผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับความชื่นชมจาก Human Rights Vommittee ของสหประชาชาติ หรือ UN เพราะถือเป็นการส่งเสริมสนับสนุนสิทธิมนุษยชนของคนไทยได้ดีตามหลักการสากล

ส่วนด้านลบที่น่าจะเป็นการสร้างปัญหา อาทิ การแก้ไขประมวลกฎหมายวิอาญา มาตรา 198 วรรคสาม ที่ระบุว่า หากจำเลยหลบหนีไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ในคดีได้ ทั้งที่การอุทธรณ์ถือเป็นสิทธิพื้นฐานของจำเลยในคดีอาญา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสิทธิตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ที่ภาคีทั่วโลกยอมรับและยึดถือกัน และประเทศไทยก็เป็น 1 ในภาคีนี้ด้วย นอกจากนี้ ในช่วงปี 2559 ได้มี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาออกมา 2 เรื่องที่ให้ศาลใช้ระบบไต่สวน และบทบัญญัติให้พิจารณาคดีลับหลัง หรือพิจารณาฝ่ายเดียวเลย หากจำเลยไม่มาศาล นั่นคือ 1.พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ และ 2.พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ในต่างประเทศจะมีเงื่อนไขว่าหากจำเลยมาศาลภายหลังสามารถร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เพื่อสร้างสิทธิในการพิจารณาคดีและรักษาสิทธิได้อย่างเต็มที่ แต่ของไทยไม่มี ซึ่งเป็นกรณีที่เขานำมาใช้ไม่หมด เป็นต้น

ประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญอีกเรื่องคือ ในมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ติดตามผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายซึ่งผ่าน สนช.แล้ว และกำลังจะประกาศบังคับใช้เร็วๆ นี้ ที่กำหนดให้ ในการที่ศาลยุติธรรมจะบทบัญญติแห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญา โทษทางปกครองหรือสภาพที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ที่ฝ่าฝืน หรือบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองว่า บทบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือสร้างภาระประชาชนได้เปิดทางให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ขาดว่า ควรจะใช้กฎหมายนั้นต่อไปหรือไม่ก็ได้ ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นหลักการที่ดีในการยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่อาจจะเป็นการสร้างโทษใหม่ๆ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติคาดไม่ถึง

เพราะศาลจะสามารถชี้ได้ 4 ช่องคือ 1.กฎหมายไม่เป็นปัญหา ใช้บทลงโทษตามเดิม 2.กฎหมายเป็นภาระจริง ให้งดเว้นโทษ 3.ก้ำกึ่ง ก็ลดโทษ และ 4.กฎหมายไม่มีประโยชน์อาจจะยกเลิกโทษจำคุกหรือโทษปรับตามกฎหมายและอาจกำหนดโทษใหม่ได้เลยที่ไม่มีเขียนในกฎหมายได้ เช่น ศาลอาจให้สั่งตัดสิทธิเลือกตั้งแทน โทษจำคุกหรือโทษปรับ จึงถือเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ เพราะศาลมีหน้าที่ตีความสิ่งที่นิติบัญัญัติได้ออกเท่านั้น ในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรศาลไม่อาจทำลายหรือสร้างกฎหมายใหม่ได้ ศาลจึงสร้างโทษใหม่ไม่ได้ ซึ่งมีคำถามว่า จะทำอย่างไรกับกฎหมายที่ไม่จำเป็น คำตอบคือ ก็ให้ใช้กลไกปกติ โดยยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ตกไปก็ได้

ทั้งหมดหวังว่า เมื่อมีสภาก็ต้องดำเนินการแก้ไขสิ่งไม่ถูกต้องด้วยวิธีที่ถูกต้องตามระบบ เพราะหากแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ก็จะสร้างปัญหาตามมาอีก จึงต้องใช้กลไกรัฐสภาตามหลักสากลในการแก้ไข