หน้าแรก การเมือง บทนำ : ถือหุ้...

บทนำ : ถือหุ้นสื่อ‘ลาม’

29.04.19 | 12:00 น.

ปัญหาผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อ ซึ่งต้องห้ามทั้งรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. อาจกระทบผลการเลือกตั้งอย่างคาดไม่ถึง สาเหตุจากผู้สมัครมีกิจการบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เมื่อจดทะเบียนก่อตั้ง มักระบุวัตถุประสงค์ไว้กว้างๆ ครอบคลุมธุรกิจหลายอย่าง รวมไปถึงธุรกิจสื่อทั้งโดยรู้และไม่รู้ เมื่อบุคคลนั้นสมัคร ส.ส. หากไม่โอนหุ้น หรือจดทะเบียนเลิกกิจการ จะเข้าข่ายต้องห้าม และมีผลต่อสถานะผู้สมัคร ดังที่ ศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาเมื่อ 19 มี.ค. 2562 ถอนชื่อนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัครเขต 2 สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการบริษัทก่อสร้าง ซึ่งระบุวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการสื่อด้วย อย่างไรก็ตาม การถอนชื่อก่อนเลือกตั้ง มีผลกระทบจะน้อยกว่าเมื่อบุคคลนั้นกลายเป็นผู้สมัครไปแล้ว


เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ขณะนี้ น่าจะมีผู้สมัครที่ลงสมัครโดยถือหุ้นสื่อไม่น้อย ดังจะเห็นว่า ได้มีการยื่นเรื่องให้ กกต.สอบสวนในปัญหานี้หลายครั้งด้วยกัน กล่าวคือ การขอให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติของ 32
ผู้สมัคร ส.ส.จาก 6 พรรคการเมืองที่คัดค้าน คสช. การยื่น กกต.ให้ตรวจสอบนาย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ กกต.ได้แจ้งข้อกล่าวหาถือหุ้นสื่อต่อนายธนาธรแล้ว ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ยื่น กกต.ให้ตรวจสอบว่าที่ ส.ส. เขต 15 มีนบุรี-คันนายาว กทม. พรรคพลังประชารัฐ ถือหุ้นสื่อ และ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ให้ตรวจสอบผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 จ.สกลนคร พรรคพลังประชารัฐ จากการเป็นผู้ถือหุ้นสื่อเช่นกัน

ในขณะนี้ยังไม่ทราบชัดว่า มีผู้สมัครถือหุ้นสื่อกี่คนด้วยกัน และ กกต.จะตัดสินอย่างไร จะมีผลต่อคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับอย่างไร กรณีผู้บริหารพรรคมีคุณสมบัติต้องห้ามแล้วไปลงนามรับรองผู้สมัครของพรรค จะมีผลถึงผู้สมัครอื่นหรือไม่ และจะมีการฟ้องร้องขยายผลต่อไปอย่างไร แต่เรื่องนี้กำลังเป็นที่โต้แย้งว่า กกต.ควรพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือตีความอย่างเคร่งครัด และยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า กรณีนี้จะเป็นเครื่องมือสลายคะแนน ในเงื่อนไขการเมืองที่ทุกคะแนนมีความหมาย และไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร เป็นโจทย์อีกข้อที่นักการเมือง นักกฎหมาย ต้องไปหาทางแก้ไข