ลำพังการจัดอีเว้นท์การเมือง Future is Now ต่อเนื่องกัน 2 ครั้งจากเชียงใหม่มายังกทม.ก็ “เปรี้ยวตีน” เป็นอย่างสูงอยู่แล้ว แต่นี่พรรคอนาคตใหม่ยังก้าวไปอีกก้าวใหญ่
นั่นคือ การประกาศความพร้อมที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งระดับ ท้องถิ่นตั้งแต่อบจ.กระทั่งอบต.
นี่ย่อมกระตุ้ม”ต่อม”หงุดหงิดให้กับลุงๆป้าๆเป็นอย่างสูง
ไม่ว่าจะมองจากระดับผู้ว่าฯกทม. กระทั่ง อบต.ที่กุดชุม ยโสธร เพราะนี่เท่ากับพรรคอนาคตใหม่ประสานการเมืองท้องถิ่นเข้ากับการเมืองระดับชาติ
สะท้อนให้เห็นว่าการจัดตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคระดับจังหวัดครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศมิได้เป็นเรื่องเลื่อนลอย
สรุปตามสำนวนลุงๆป้าๆก็คือ “มันเอาแน่”
ตามขนบและธรรมนิยมของนักการเมืองประเภท”นักเลือกตั้ง”ที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน เมื่อจบเทศกาลเลือกตั้งก็เข้าสู่ความสงบเงียบ
รอเมื่อใดสภาเปิดจึงค่อยแผลงฤทธิ์สำแดงศักดา
นั่นก็คือ แบบอย่างอันเป็นบรรทัดฐานของ”นักเลือกตั้ง”ที่ดำรงอยู่ภายใน “พรรคสภา” ประพฤติปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน
ไม่ว่าในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าในพรรคไทยรักไทย
ท่วงทำนองอย่างที่เห็นผ่านบทบาทของพรรคอนาคตใหม่จึงสะท้อนอาการ”แปลกแยก” หรือ”ต่างสภาวะ”
มีความเป็นไปได้ว่าอีเว้นท์ในแบบ Future is Now จะมิได้มีเพียง 2 ครั้ง หากทำท่าว่าอาจจะแพร่ลามไปเป็นครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4
ยิ่งกว่านั้น ยังรุกคืบจากการเลือกตั้งระดับ ส.ส.ลงลึกไปยังระดับอบจ. อบต. และไม่เว้นแม้กระทั่งในพื้นที่กทม.และเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา
เป้าหมายก็คือ กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว
มองจากความจัดเจนในท่วงทำนองแบบ “พรรคสภา” นี่คือการไม่ ยอมหยุด หากแต่ดำรงความเคลื่อนไหว ดำรงจุดมุ่งหมายในทาง การเมืองอย่างแน่วแน่
เหมือนจะมองข้ามบทบาทของคสช.ไปอย่างตั้งใจ
ไม่ว่าจะถูกรุกผ่านสน.ปทุมวัน ไม่ว่าจะถูกรุกผ่านบก.ปอท.หรือการเล่นเกมยอกย้อนผ่านกกต.
พรรคอนาคตใหม่จึงกลายเป็น”ดาวยั่ว”แล้วโดยพื้นฐาน

